logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: บริหารจัดการเงิน

“เสาหลักครอบครัว” จัดการการเงินอย่างไร

“ผมอายุ 45 ปี มีลูก 1 คน กำลังผ่อนบ้านและรถ รายได้รวมประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน อยากวางแผนการเงินให้ครอบครัวอยู่รอดแม้เกิดเหตุไม่คาดฝัน ต้องจัดการยังไงครับ?” – คุณซี

เชื่อได้เลยนะว่า ความกังวลเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ยิ่งเสาหลักเป็นคนดี รับผิดชอบครอบครัวสูง ก็ยิ่งทำให้เกิดความคาดหวังจากสมาชิกครอบครัวมากขึ้น ผมชอบเรียกภาวะอย่างนี้ ว่า “คำสาปของคนดี” หรือ  “paradox of being good” คือ ภาวะที่คนเก่ง คนดี โดนลงโทษจากความเก่ง ความดีของตัวเอง ยิ่งทำได้ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกโยนภาระความรับผิดชอบมาให้มากขึ้นเท่านั้น โดยที่ไม่มีใครคิดว่าภาระที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเกินพอดีหรือไม่ ตัวอย่างเช่น

  • ลูกที่กตัญญูมักจะรับหน้าที่ในการเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือ

  • หัวหน้าครอบครัวที่ขยัน รับผิดชอบครอบครัว ก็มักจะรับหน้าที่ในการหาเงินให้ครอบครัวมีพอใช้จ่าย

ที่เขียนนี่ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคน เลิกเป็นคนดี ละทิ้งหน้าที่ ความรับผิดชอบนะ จริงๆแล้ว ควรมองเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำความดี ยิ่งเราเป็นคนดี รับผิดชอบมากเท่าไหร่ สุดท้าย ความดีของเราก็ย่อมได้รับการตอบสนอง

แต่อย่างไรก็ดี การรับภาระทั้งหมดของครอบครัวไว้กับตัวเองคนเดียว ก็เป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับครอบครัวด้วยเช่นกัน หากเราล้ม ไม่ใช่เราล้มคนเดียว แต่ทั้งครอบครัวจะล้มหมด โดยเฉพาะหากเสาหลักเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่มักจะมองว่าเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่จริงๆแล้ว ตรงข้ามเลย อาชีพมนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงอาชีพหนึ่ง หากเรามาพิจารณาระดับความรุนแรงของความเสี่ยงจากสมการ

ความเสี่ยง  = โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ * ขนาดของความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นๆ

  • เรามามองกันด้านโอกาสที่จะถูกเลิกจ้าง อดีตโอกาสจะถูกเลิกจ้างต่ำมากจากวัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมดังกล่าวกลายเป็นอดีตไปแล้ว ยิ่งในปัจจุบันที่ AI ได้เริ่มเข้ามาแทนที่การทำงานของคน ทำให้การเลิกจ้างมีมากขึ้น แถมการจ้างงานใหม่มีน้อยลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็กรณีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยประกาศเกษียณก่อนกำหนดสำหรับพนักงานที่อายุ 45 ปีขึ้นไป

  • ส่วนขนาดของความเสียหาย มนุษย์เงินเดือนจะเป็นแบบ ALL or NONE คือ ไม่ 0 ก็ 100 คือ ถ้าไม่ถูกเลิกจ้าง ก็ได้รับเงินเดือนเต็ม 100% แต่ถ้าถูกเลิกจ้าง ก็จะไม่ได้รับเงินเดือน คือ เหลือ 0% อาจมีคนแย้งว่า อาจไม่ถูกเลิกจ้าง แต่ถูกลดเงินเดือนแทนก็ได้ ก็จริงนะ แต่โดยทั่วไป การลดเงินเดือนเป็นสัญญาณเตือนของการถูกเลิกจ้างที่จะตามมาในอนาคต

ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนจึงกลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงไม่ได้เสี่ยงต่ำเหมือนที่เคยแล้ว

ไม่เพียงภัยจากอาชีพ ยังมีภัยจากสาเหตุอื่นๆอีก อย่างเช่น ภัยธรรมชาติ (น้ำท่วมเอย ฝุ่น PM2.5 เอย ฯลฯ หรือ ภัยจากด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเช่น นโยบายภาษีของประเทศต่างๆ อาจทำให้หลายๆอุตสาหกรรมของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ หรือ ภัยสังคม อย่างเช่น ความปลอดภัยของการมาเที่ยวเมืองไทย ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยน้อยลง  ฯลฯ ภัยต่างๆเหล่านี้ล้วนกระทบความมั่นคงในการทำงานของมนุษย์เงินเดือนทั้งสิ้น

คุณซีได้มาถูกทางแล้ว การวางแผนการเงินเพื่อความมั่นคงของครอบครัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน (Financial Safety Net) เป็นรากฐานที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนวัยสร้างตัวและมีภาระครับ

​ผมขอสรุปแผนการเงินอย่างละเอียด พร้อมตัวเลขและกรณีตัวอย่าง เพื่อให้คุณซีสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีครับ

​แผนการเงินเพื่อความมั่นคงสำหรับ "คุณซี"

  • ​สรุปข้อมูลพื้นฐาน

รายการ

ตัวเลข/สถานะ

หมายเหตุ

อายุ

45 ปี

ช่วงวัยที่ต้องการความมั่นคงสูงสุด

สถานะครอบครัว

มีลูก 1 คน

มีภาระต้องรับผิดชอบ

รายได้รวมต่อเดือน

70,000 บาท

ฐานรายได้ที่ต้องจัดสรรอย่างมีวินัย

ภาระหนี้สิน

ผ่อนบ้านและรถ

หนี้ระยะยาวที่ต้องบริหารความเสี่ยง

เสาหลักที่ 1: การสร้างและบริหารเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund)

​เป้าหมาย: มีเงินสดสำรองสำหรับใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน, เจ็บป่วยเล็กน้อย, ค่าซ่อมรถฉุกเฉิน

​ตัวเลขที่แนะนำ:

เนื่องจากคุณซีมีภาระหนี้สิน (บ้านและรถ) ที่ต้องผ่อนชำระทุกเดือน จึงควรมีเงินสำรอง 6 - 12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน

  • ​สมมติค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน: 50,000 บาท (รวมค่าผ่อนบ้านและรถ)

  • ​เป้าหมายเงินสำรองขั้นต่ำ (6 เดือน): 50,000 * 6 = 300,000 บาท

  • ​เป้าหมายเงินสำรองที่แนะนำ (9 เดือน): 50,000 * 9 = 450,000 บาท

  • ​เป้าหมายเงินสำรองที่ปลอดภัยที่สุด (12 เดือน): 50,000 * 12 = 600,000 บาท

การจะเลือกว่าสำรองเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า ครอบครัวคุณซีมีแหล่งรายได้กี่ทาง

หากมีเงินเดือนจากคุณซีเป็นแหล่งรายได้ทางเดียว แต่งานในตำแหน่งคุณซีสามารถหาได้ไม่ยากก็ควรสำรองสำหรับค่าใช้จ่าย 9 เดือน แต่หากงานหาได้ยากด้วย ควรสำรองอย่างต่ำ 12 เดือน เงินที่สำรองก็เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันช่วงที่ยังไม่มีงาน

​แผนเชิงปฏิบัติ:

  1. ​จัดสรรเงิน: ตั้งเป้าหมายเก็บเงินก้อนนี้ให้ได้ภายใน 1-2 ปีแรก

  2. ​แหล่งเก็บ: ควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและไม่มีความเสี่ยง เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)

​เสาหลักที่ 2: การโอนถ่ายความเสี่ยงด้วยประกัน (Risk Transfer via Insurance)

​นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันครอบครัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันต่อ "คุณซี"

  • ​ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ (Health & Accident Insurance)

  • ​วัตถุประสงค์: ป้องกันไม่ให้ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากมาทำลายเงินเก็บของคุณ

  • ​คำแนะนำ: ตรวจสอบสวัสดิการ (ประกันสุขภาพกลุ่ม) ของบริษัท และศึกษาสิทธิกรณีรักษาพยาบาลกองทุนประกันสังคม เลือกโรงพยาบาลที่ คุณซีสะดวก แต่หากคุณซีต้องการคุณภาพการรักษาพยาบาลที่มากขึ้น ลองพิจารณาซื้อ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายแบบรับผิดชอบส่วนแรก โดยค่ารักษาพยาบาลส่วนแรก  คุณซีสามารถใช้สวัสดิการที่มีก่อน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัท หรือ สิทธิกองทุนประกันสังคม แล้วใช้แผนประกันนี้คุ้มครองบิลส่วนที่เกินค่ารักษาพยาบาลส่วนแรก (ค่ารักษาพยาบาลส่วนแรกอาจจะเป็น 30,000 บาท หรือ 50,000 บาท ... ก็ได้ ยิ่ง คุณซีรับผิดชอบส่วนแรกมากเท่าไหร่ ค่าเบี้ยประกันจะยิ่งถูกมากขึ้นเท่านั้น)

ข้อดีของประกันสุขภาพแบบรับผิดชอบส่วนแรก คือ

    • ลดเบี้ยประกัน

    • จำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ทำให้ คุณซีสามารถบริหารงบประมาณได้ดี

  • ​ประกันชีวิต (Life Insurance)

  • ​วัตถุประสงค์: สร้างทุนสำรองขนาดใหญ่ให้ครอบครัวทันทีที่คุณเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร เพื่อใช้ชำระหนี้และเป็นค่าครองชีพให้ลูกและคู่สมรส

  • ​ตัวเลขที่แนะนำ (ทุนประกันที่ควรมี):

ทุนประกัน = หนี้คงค้างทั้งหมด + ทุนการศึกษาลูก + (ค่าใช้จ่ายรายปีของครอบครัว * 5 ปี)

  • ​กรณีตัวอย่าง:

    • ​หนี้คงค้าง (บ้าน + รถ): สมมติ 4,000,000 บาท

ปกติธนาคารและสถาบันการเงิน มักจะแนะนำให้ทำประกัน MRTA ควบคู่ไปกับการขอสินเชื่อบ้าน เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่ผู้กู้ต้องมีภาระค่าเบี้ยประกันเพิ่มเติมจากวงเงินที่ขอกู้

ประกัน MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance) หรือ ประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้าน คือ ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิตผู้ขอสินเชื่อ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ที่เหลือ โดยที่ทายาทไม่ต้องรับภาระในส่วนนี้ เช่น ขอกู้ซื้อบ้านวงเงิน 5 ล้านบาท หากระหว่างทางผู้กู้เสียชีวิตไป โดยปกติแล้วทายาทของผู้กู้ ก็จะต้องชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไป แต่หากผู้กู้ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อแบบเต็มวงเงินกู้เอาไว้ บริษัทที่รับประกันก็จะเป็นผู้ชำระหนี้แทน คนข้างหลังก็จะได้รับสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ และสามารถอยู่อาศัยต่อไปได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพิ่มเติม

สมมติ ภาระหนี้ทั้งหมด 4 ล้านบาท เป็นหนี้บ้าน 3 ล้านบาท หนี้รถ 1 ล้านบาท หากหนี้บ้านมีประกัน MRTA คุ้มครองวงเงินกู้อยู่แล้ว ก็จะเหลือแค่หนี้รถ 1 ล้านบาทที่ต้องทำประกันชีวิตคุ้มครองไว้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน

กรณีตัวอย่างนี้ สมมติว่าหนี้บ้านไม่ได้ทำประกัน MRTA ไว้ก่อนนะ ดังนั้นหนี้คงค้างทั้งหมดที่ควรทำประกันชีวิตคุ้มครองไว้ จะเท่ากับ 4 ล้านบาท

    • ​ค่าครองชีพครอบครัว (5 ปี): (สมมติ 30,000 บาท/เดือน) * 5 = 1,800,000 บาท ที่กำหนดระยะเวลา 5 ปี เพื่อไม่เป็นภาระในการสำรองเงินมากไป และระยะเวลา 5 ปี คือ ระยะเวลาที่น่าจะมากพอสำหรับครอบครัวคุณซีที่จะปรับตัวกรณีที่ไม่มีคุณซี

    • ​ทุนการศึกษาลูก: สมมติประมาณการค่าเล่าเรียนลูกปีละ 100,000 บาท ระยะเวลาในการศึกษาของลูก 10 ปี ทุนการศึกษาลูกที่ควรมี 100,000 * 10 = 1,000,000 บาท

    • ​รวมทุนประกันที่ควรมี: 4,000,000 + 1,800,000 + 1,000,000 = 6,800,000 บาท

​แผนเชิงปฏิบัติ:

  1. ​เลือกซื้อ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) เพราะเบี้ยประกันจะต่ำที่สุด ทำให้สามารถซื้อทุนประกันได้สูงตามที่ต้องการ

  2. ​ใส่สัญญาเพิ่มเติม คุ้มครองการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (Total Permanent Disability - TPD) เพื่อให้บริษัทประกันจ่ายทุนประกันให้หากคุณไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

เสาหลักที่ 3: การจัดการหนี้สิน (Debt Management)

​การลดภาระหนี้สิน คือการลดความเสี่ยงของครอบครัวในระยะยาว

  • หนี้บ้าน (Mortgage)

  • ​คำแนะนำ: ลดภาระหนี้ด้วยวิธี

    • ​เพิ่มการจ่ายเงินต้น (โปะบ้าน) จ่ายมากกว่ายอดที่ต้องชำระ เพื่อลดเงินต้นและดอกเบี้ยระยะยาว

    • ลดอัตราดอกเบี้ย โดยสามารถทำกับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ หรือสถาบันการเงินอื่นก้ได้ ดังนี้

  • รีไฟแนนซ์ (Refinance): ย้ายหนี้ไปธนาคารใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า (โดยทั่วไปทำได้หลังผ่อนไปแล้ว 3 ปี).

  • รีเทนชัน (Retention): เจรจาขอปรับลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมที่ใช้บริการอยู่.

  • หนี้รถ

  • ​คำแนะนำ:

    • รีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่ให้เงื่อนไขที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง หรือระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยาวขึ้น

  • จ่ายเกินค่างวด (โปะรถ) ดีมั๊ย? การผ่อนรถกับไฟแนนซ์จะมีดอกเบี้ยรวมอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้หลายคนคิดว่าถ้าจ่ายเงินเพิ่มจากค่างวดปกติในแต่ละเดือน ก็น่าจะช่วยลดดอกเบี้ยได้ เช่น ค่างวดรถปกติเดือนละ 5,000 บาท จ่ายเพิ่มอีก 2,000 บาท เป็น 7,000 บาทต่อเดือน แต่ความจริงแล้วดอกเบี้ยในการผ่อนรถยังคงเท่าเดิม เพราะหนี้รถยนต์เป็นหนี้ที่มีการเก็บดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ หรือที่เรียกกันว่า Flat Rate ซึ่งต่างจากการผ่อนบ้านที่คำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก การจ่ายค่างวดรถเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจึงไม่ช่วยในการลดภาระดอกเบี้ย แต่ช่วยลดในจำนวนงวดที่ต้องจ่ายให้น้อยลงเท่านั้น

  • อย่างไรก็ตาม หากคุณซีมีเงินก้อนเพียงพอที่จะปิดไฟแนนซ์รถทั้งหมด ทางสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์จะให้ส่วนลดดอกเบี้ยในส่วนที่เหลือประมาณ 50% ซึ่งนับว่าเป็นเงินที่มากอยู่เหมือนกัน แต่เงื่อนไขส่วนลดดอกเบี้ยนั้น สำหรับธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ อาจมีส่วนลดที่ไม่เท่ากัน จึงต้องศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน

​เสาหลักที่ 4: การวางแผนการเงินวัยเกษียณ (Retirement Planning)

​เสาหลักที่กล่าวไปทั้ง 3 เสาหลัก คือ การวางแผนการเงินเผื่อกรณีมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับคุณซี เมื่อคุณซีจัดการ 3 เสาหลักข้างต้นได้แล้ว ก็มาถึงการวางแผนการเงินเผื่อสำหรับความเสี่ยงกรณีไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็คือ การออมเพื่อเกษียณ เพื่อเป้าหมายไม่ให้ตัวคุณซีเองต้องเป็นภาระของครอบครัวในอนาคต

ตัวเลขที่แนะนำ:

เมื่อคุณอายุ 45 ปีแล้ว ควรเริ่มออมและลงทุนเพื่อเกษียณอย่างจริงจังอย่างน้อย 10-15% ของรายได้ต่อเดือน

  • ​รายได้ 70,000 บาท/เดือน: ควรมีเงินออมเพื่อเกษียณขั้นต่ำ 70,000 * 15% = 10,500 บาท/เดือน

​แผนเชิงปฏิบัติ:

  1. ​ใช้เครื่องมือที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ/หรือ ประกันบำนาญ เพื่อสร้างวินัยในการลงทุนและลดภาระภาษี

  2. ​กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง (เช่น กองทุนหุ้นต่างประเทศ, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) เพื่อให้เงินทำงานอย่างเต็มที่

สรุปแผนปฏิบัติการ 5 ขั้นตอน (Roadmap)

ลำดับ

การดำเนินการ

เป้าหมาย

งบประมาณที่ต้องจัดสรร (ต่อเดือน)

1

สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน (ก้อนแรก)

300,000 - 600,000 บาท

จัดสรรเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย/หนี้สิน (เริ่มทันที)

2

จัดซื้อประกันชีวิต/สุขภาพ

ทุนประกันชีวิต 6.8 ล้านบาท (ตัวอย่าง)

พิจารณาเบี้ยประกัน Term Life ที่เหมาะสมกับงบประมาณ

3

ทบทวนหนี้สิน

รีไฟแนนซ์บ้าน, รีไฟแนนซ์รถ

อาจไม่ต้องจัดสรรเงินเพิ่ม หากใช้เงินที่เคยจ่ายดอกเบี้ย

4

เริ่มออมเพื่อเกษียณ

10,500 บาท/เดือน ใน RMF และ/หรือ ประกันบำนาญ

10,500 บาท

5

ทบทวนแผน

ทบทวนทุก 1-2 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ

 

แต่อย่างไรก็ตาม แผนที่พี่แนะนำให้นี้เป็นแผนกว้างๆ หากเป็นไปได้ อยากขอให้คุณซีลองมาปรึกษากับนักวางแผนการเงิน CFP ที่สมาคมนักวางแผนการเงินไทย https://tfpa.or.th/ListMember/CFP เพื่อทำแผนที่ละเอียด ถูกต้อง เหมาะสมต่อไปครับ

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th