logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: ภาษีและมรดก

การจัดการมรดก ความหวังสุดท้ายของเจ้ามรดก

 

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย” สัจธรรมที่ไม่มีใครหนีพ้น ทำให้นึกถึง กฎของเรือ Noah ที่เป็นแนวคิดเชิงอุปมา อุปไมย โดยได้เทียบเคียงตำนานเรือ Noah ว่า

“อย่าเสียเวลาไปทำนายฝนจะตก น้ำจะท่วม เมื่อไร ไม่มีใครตอบได้ สำคัญก็คือว่า เมื่อตอนน้ำท่วมโลก เรามีเรือโนอาห์ไว้รึยัง”

แปลความหมายกฎของเรือ Noah ก็จะได้ว่า

“อย่าเสียเวลาไปทำนายข่าวต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เราไม่มีทางทายถูก 100% สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อตอนวิกฤตของชีวิต เราเตรียมเรือโนอาห์สำหรับชีวิตตอนนั้นแล้วรึยัง”

ตัวอย่างเช่น เราไม่มีทางทายถูกว่า ปัญหาระหว่างสหรัฐ และ จีน จะจบอย่างไร เมื่อทายไป ก็ ไม่ถูก Warren Buffett จึงมองเป็นเรื่องที่เสียเวลา ไม่คุ้มกับทรัพยากรที่ใช้ กับสิ่งที่ไม่แน่นอน สู้เอาเวลามาเตรียมพร้อมสำหรับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นแน่ ๆ ในชีวิตเราจะดีกว่า อย่างเช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

  • ถ้าเราแก่ เราเตรียมเรือ Noah สำหรับชีวิตวัยเกษียณแล้วหรือยัง
  • ถ้าเราป่วย เราเตรียมเรือ Noah สำหรับค่ารักษาพยาบาลแล้วหรือยัง
  • ถ้าเราตาย เราเตรียมเรือ Noah สำหรับคนที่เรารักแล้วหรือยัง

เหมือนคำถามจากทางบ้าน วันนี้

“พอดีอยากสอบถามว่า ถ้าเพื่อนของผู้เขียนมีทรัพย์สินมหาศาล คือโรงงานส่งออกขนาดใหญ่ และธุรกิจโรงแรม ทีนี้ เพื่อนมีคู่รัก แต่ทั้งสองไม่มีลูกด้วยกัน เพื่อนอยากรู้ว่า กรณีที่ไม่สามารถยกทรัพย์สินและมรดกให้ลูกหลานได้ เพราะพี่น้องในครอบครัว ไม่มีใครมีลูกสักคน เพื่อนอยากรู้ว่า จะจัดการทรัพย์สินนี้อย่างไรได้บ้าง กรณีเสียชีวิต เขาอยากให้เงินงอกเงยเรื่อยๆ ไม่อยากให้สูญหายไปหลังทุกคนในครอบครัวเสียชีวิตลงไป

เพื่อนไม่อยากมอบให้มูลนิธินะคะ แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าควรจัดการเงิน และธุรกิจอย่างไรดีค่ะ”

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการวางแผนมรดก ก็คือ “ก่อนตายคิดอย่างไร หลังตายต้องเป็นอย่างนั้น” อย่างเช่น

  • ก่อนตาย อยากให้มรดกใคร หลังตาย คนนั้นต้องได้
  • ก่อนตาย อยากให้มรดกคนไหนเท่าไหร่ หลังตายคนนั้นต้องได้เท่านั้น

แต่ประเด็นก็คือ ปัญหามรดกจะเกิดเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตไปแล้ว ใครจะรู้ได้ว่าก่อนตาย เจ้ามรดกคิดอะไร และสุดท้ายก็ต้องพึ่งกฎหมายเป็นตัวตัดสิน แม้ว่ากฎหมายจะออกมาโดยพิจารณาความเป็นไปได้ของความตั้งใจของเจ้ามรดกก่อนตาย แต่กฎหมายก็ยึดหลักพิจารณาบนพยานหลักฐานที่มีอยู่ ผลการพิจารณาจึงอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับความตั้งใจของเจ้ามรดกก็เป็นไปได้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้มรดกเป็นปัญหา การวางแผนมรดกจึงสำคัญมากที่จะต้องมองทั้งมุมกฎหมายและมุมการบริหารจัดการทรัพย์สิน

คำถามจากทางบ้านนี้ จึงเป็นโจทย์ของคนมีทรัพย์ที่ต้องมองให้ครบทั้งด้านกฎหมายและทรัพย์สิน และเป็นโจทย์ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการวางแผนมรดกแบบไม่มีทายาท แต่มีความต้องการที่สำคัญ คือ

  1. ไม่อยากให้ทรัพย์สินสูญหาย ยังเป็นของคนในตระกูลต่อไป
  2. อยากให้เงินงอกเงย และ
  3. ไม่ต้องการยกให้มูลนิธิ น่าจะรวมถึงไม่ต้องการยกให้คนอื่นด้วย

ก่อนจะมาพิจารณาว่าจะทำอะไรได้บ้าง เรามาดูผลของการไม่ทำอะไรเลยกันก่อนนะ

ในกรณีนี้ ถ้า “ไม่ทำอะไรเลย” จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าไม่มีพินัยกรรม หรือโครงสร้างรองรับ ทรัพย์จะถูกแบ่งตามกฎหมายให้กับทายาทโดยธรรม ซึ่งแบ่งเป็น 6 ลำดับ ได้แก่

  1. ผู้สืบสันดาน: ลูกโดยชอบ, บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว, บุตรบุญธรรม, หลาน, เหลน (สืบต่อเป็นทอดๆ).
  2. บิดา มารดา: บิดา มารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย.
  3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน: พี่น้องแท้ๆ (พ่อแม่เดียวกัน).
  4. พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน: พี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่.
  5. ปู่ ย่า ตา ยาย: ปู่ ย่า (ฝั่งพ่อ) และ ตา ยาย (ฝั่งแม่).
  6. ลุง ป้า น้า อา: พี่น้องของบิดาหรือมารดาของผู้ตาย.

ข้อควรทราบ:

  • ใช้หลักญาติสนิทตัดสิทธิญาติห่าง: ทายาทลำดับต้นมีสิทธิ์รับก่อน หากไม่มีทายาทลำดับต้น ลำดับถัดไปจึงจะมีสิทธิ์รับมรดก
    • ข้อยกเว้น: ผู้สืบสันดาน (ลำดับ 1) และบิดามารดา (ลำดับ 2) มีสิทธิรับมรดกพร้อมกัน.
  • คู่สมรส: คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นทายาทโดยธรรมด้วย แต่ไม่รวมอยู่ใน 6 ลำดับนี้ แต่จะได้รับมรดกภายใต้เงื่อนไขพิเศษ (ส่วนแบ่งเสมือนชั้นบุตร).

เนื่องจากกรณีนี้พี่น้องทุกคนไม่มีทายาท ในอนาคตเมื่อทุกคนเสียชีวิตกันหมด ทรัพย์อาจแตกกระจาย ขายทิ้ง สุดท้ายเมื่อไม่มีทายาท ทรัพย์สินจะตกเป็นของรัฐได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนคุณกังวล

จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เหมาะสมในการวางแผนมรดก โดยในทางกฎหมายและบริหารธุรกิจ มีโมเดลที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ ดังนี้ครับ

 ​1. การจัดตั้ง "ธรรมนูญครอบครัว" และ "Holding Company" 

​นี่เป็นวิธีที่กงสีใหญ่ ๆ ใช้กันครับ แม้ไม่มีลูก แต่สามารถบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทได้

  • ​วิธีการ: โอนหุ้นของโรงงานและโรงแรมเข้าสู่บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company)
  • ​การจัดการ: กำหนดในธรรมนูญบริษัทว่า หุ้นนี้ห้ามขายออกสู่ภายนอก และให้ผลกำไร (เงินปันผล) นำไปบริหารต่อตามวัตถุประสงค์ที่เจ้าของวางไว้
  • ​ความยั่งยืน: จ้างมืออาชีพ (Professional Management) เข้ามาบริหารโรงงานและโรงแรม โดยมีคณะกรรมการควบคุม (Board of Directors) ที่อาจเป็นพี่น้องหรือคนสนิทที่ไว้ใจได้

​2. การใช้โครงสร้าง "ทรัสต์" (Trust) ในต่างประเทศ

​เนื่องจากกฎหมายไทยปัจจุบันยังไม่รองรับ "ทรัสต์ส่วนบุคคล" (Private Trust) อย่างเต็มรูปแบบเหมือนต่างประเทศ แต่ถ้าทรัพย์สินหรือการส่งออกมีส่วนเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อาจพิจารณาตั้งทรัสต์ในประเทศที่รองรับ (เช่น สิงคโปร์)

  • ​ข้อดี: ทรัสต์จะทำหน้าที่เป็น "นิติบุคคล" ถือครองทรัพย์สินแทน และจ่ายเงินเลี้ยงดูบุคคล (เช่น คู่รัก หรือพี่น้อง) ตามคำสั่งที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์จนกว่าคนเหล่านั้นจะเสียชีวิต โดยที่ตัวทรัพย์สินหลักยังอยู่ครบ

​ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย:

  • ​ทำพินัยกรรม: เพื่อระบุชัดเจนว่าหุ้นของ holding company จะให้ใครดูแลต่อหลังเสียชีวิต ป้องกันทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกรณีไม่มีทายาท​

o เงื่อนไขสำคัญ: ระบุได้ว่า ผู้รับมรดกมีสิทธิเพียง "กินเปล่าจากปันผล" (Usufruct-like) แต่ไม่มีสิทธิ "ขายตัวธุรกิจหลัก"

o ​ผู้จัดการมรดก: ควรเลือกนิติบุคคล (เช่น สำนักงานกฎหมายหรือธนาคารที่มีบริการ Private Banking) เป็นผู้จัดการมรดกร่วม เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตกันเองในหมู่ญาติ

  • ทำ Keyman Insurance: ทำประกันชีวิตให้ตัวเพื่อนและคู่รัก โดยระบุผู้รับผลประโยชน์เป็น "นิติบุคคล" ที่ตั้งขึ้น เพื่อใช้เป็นเงินสดสำรองในการบริหารจัดการธุรกิจช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • หา ผู้จัดการมืออาชีพ ที่มีความสามารถและไว้วางใจได้ ตั้งแต่วันนี้ มาช่วยดูแลธุรกิจ

​หมายเหตุ ​ Usufruct-like คือ แนวคิดทางกฎหมายที่คล้ายคลึงกับ "สิทธิเก็บกิน" (Usufruct) คือ การให้สิทธิบุคคลอื่นในการใช้ประโยชน์, อยู่อาศัย, หรือได้รับผลประโยชน์ (เช่น ดอกผล) จากทรัพย์สินของเจ้าของ แต่ ผู้ทรงสิทธิไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถทำลาย, เปลี่ยนแปลง, หรือโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นได้ โดยมีลักษณะคล้ายกับ Life Estate (สิทธิตลอดชีวิต) ในกฎหมายต่างประเทศ หรือ สิทธิในทรัพย์สิน อื่นๆ ที่แยกการใช้ประโยชน์ออกจากกรรมสิทธิ์

ในกรณีนี้ "การตั้ง Holding Company" ร่วมกับการทำ "พินัยกรรมที่ระบุเงื่อนไขการจัดการหุ้น" ดูจะเป็นทางออกที่จับต้องได้ที่สุดในบริบทกฎหมายไทยครับ เพราะจะทำให้ธุรกิจยังรันต่อไปได้ เงินงอกเงย และคนข้างหลัง (คู่รัก/พี่น้อง) ยังได้ประโยชน์จากปันผล

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องวางแผนต่อ กรณีผู้ถือหุ้น Holding Company (HC) เสียชีวิต และไม่มีทายาท โดยจัดทำสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement - SHA):

  • กำหนดข้อตกลงเรื่องการโอนหุ้นให้ชัดเจน เช่น เมื่อผู้ถือหุ้นเสียชีวิต หุ้นจะตกเป็นของใคร หรือมีข้อจำกัดในการโอนอย่างไร หรืออาจระบุให้ผู้ถือหุ้นที่เหลือซื้อหุ้นของผู้เสียชีวิต (Buy-Sell Agreement) เพื่อให้บริษัทดำเนินต่อไปได้ หรือ
  • จัดตั้ง Trust หรือ มูลนิธิ จัดตั้งทรัสต์เพื่อบริหารจัดการหุ้นและส่งต่อผลประโยชน์ตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แก่บุคคล หรือองค์กรที่ต้องการ โดยให้หุ้นเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิ.

คำแนะนำ:

หากอยากทราบวิธี ขั้นตอนการทำอย่างละเอียด สามารถปรึกษานักวางแผนการเงิน (CFP) ที่สมาคมนักวางแผนการเงินได้ครับ

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th