บทความ: บริหารจัดการเงิน
อยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ในฝัน เริ่มต้นวางแผนยังไงดี
“All our dreams can come true, if we have the courage to pursue it.” Walt Disney
“ฝันเราจะเป็นจริง หากเรามีความกล้ามากพอที่จะทำตามฝันนั้น” วอลท์ ดิสนีย์
วันนี้ เรามาคุยกันกับความฝันของน้องตั้มกันดีกว่านะ
ผมชื่อตั้ม อายุ 24 เพิ่งลาออกจากงานประจำมาทำฟรีแลนซ์ รายได้ประมาณ 20,000–25,000 ต่อเดือน
ฝันอยากเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ในจังหวัดบ้านเกิดในอีก 3 ปี อยากมีเงินลงทุนอย่างน้อย 200,000 บาท
ตอนนี้มีเงินเก็บแค่ 10,000 และยังไม่มีแผนอะไรเลย
ช่วยแนะนำหน่อยครับว่าต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่ แล้วควรแยกเงินลงทุนกับเงินใช้ชีวิตยังไงดี?
– ตั้ม ฟรีแลนซ์
กรณีของน้องตั้ม ทำให้พี่นึกถึงสมัยทำงานด้านการตลาด คำถามชุดหนึ่งที่พี่มักถามตัวเองเสมอ ก่อนเสนอผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า ก็คือ
- ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าชิ้นนี้?
- ทำไมลูกค้าต้องซื้อตอนนี้?
- ทำไมลูกค้าต้องซื้อเท่านี้?
- ทำไมลูกค้าต้องซื้อกับบริษัทเรา?
- ทำไมลูกค้าต้องซื้อกับเรา?
3 คำถามแรกเป็นคำถามเกี่ยวกับตัวลูกค้า เพื่อดูว่า ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความต้องการอะไรในสินค้า และขนาดสินค้าหรือชนิดสินค้าที่ลูกค้าบริโภค หากเป็นเรื่องกาแฟ
- ใครคือกลุ่มเป้าหมายของร้านกาแฟที่น้องมองไว้ กลุ่มวัยทำงาน วัยนักศึกษา วัยรุ่น หรือ วัยสูงอายุ ฯลฯ
- กลุ่มเป้าหมายของน้องเข้าร้านกาแฟเพราะอะไร เพราะรสชาติ รูปลักษณ์ของร้าน ราคา หรือ เพื่อนั่งทำงาน ฯลฯ
- ขนาดหรือชนิดสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายน้องต้องการคืออะไร เช่น ชอบกาแฟแบบฝรั่งที่ขายทั่วไป หรือกาแฟไทย หรือ กาแฟเวียตนาม กาแฟลาว ฯลฯ
2 คำถามสุดท้าย เพื่อดูการแข่งขันในตลาด ลูกค้ามีทางเลือกเยอะแยะไปหมด ทำไมลูกค้าต้องเลือกกินกาแฟร้านเรา และหากร้านเราเป็น Franchise แสดงว่ามีหลายร้านที่ขายสินค้าเหมือนกัน รูปลักษณ์เหมือนกัน แล้วอย่างนี้ทำไมลูกค้าต้องมาซื้อกาแฟ หรือมานั่งกาแฟที่ร้านเราด้วย
เอาล่ะ เราพูดเรื่องที่ต้องเตรียมศึกษาคร่าวๆก่อนเปิดร้านล่ะ เรามาต่อเรื่องเตรียมเงินกันนะ
เพื่อดูว่าเป้าหมายเงินลงทุนเปิดร้าน 200,000 บาทในอีก 3 ปีข้างหน้าเพียงพอหรือไม่ เรามาลองตั้งงบประมาณในการเปิดร้านกันดูนะ
ตัวอย่างงบประมาณเบื้องต้นสำหรับร้านกาแฟ “เล็ก” งบ 200,000 บาท
หมายเหตุ: ราคาเป็นตัวอย่างเชิงประเมิน ควรขอใบเสนอราคาจริงกับซัพพลายเออร์ก่อนตัดสินใจ
A. ค่าเตรียมร้านและตกแต่งเบื้องต้น
- ค่าเช่ามัดจำ + เดือนแรก (สมมติทำเลต่างจังหวัด ค่ามัดจำ 1 เดือน + ค่าน้ำ ค่าไฟ) ประมาณ 10,000–25,000 บาท ตกแต่ง / ปรับปรุง (แบบมินิมอล) ประมาณ 15,000–30,000 บาท
B. อุปกรณ์หลัก
- เครื่องชง (มือสอง/ใหม่ รุ่นเริ่มต้น) ประมาณ 25,000–60,000 บาท
- เครื่องบดกาแฟ (ดีสำหรับ consistency) ประมาณ 6,000–20,000 บาท
- ตู้แช่ / อุปกรณ์เตรียมเครื่องดื่ม ประมาณ 8,000–20,000 บาท
- ถ้วย/แก้ว/อุปกรณ์บริการ ประมาณ 3,000–6,000 บาท
C. วัตถุดิบเริ่มต้น & บรรจุภัณฑ์ ประมาณ 6,000–12,000 บาท
D. ค่าใบอนุญาต / ภาษี / ค่าธรรมเนียม ประมาณ 1,000–5,000 บาท (ขึ้นกับท้องที่)
E. ค่าโฆษณาเปิดร้าน (ถ่ายรูป, โพสต์, โฆษณาเล็ก) ประมาณ 3,000–8,000 บาท
F. สำรองฉุกเฉิน (ก่อนเปิด 1–2 เดือน) ประมาณ 10,000–20,000 บาท
รวมประมาณ (ช่วงล่าง) = 80,000 ถึง (ช่วงสูง) = 180,000+ บาท
ดังนั้น งบ 200,000 น่าจะพอสำหรับร้านเล็ก/ค่าสตาร์ทอัพครบถ้วน (ถ้าต้องการร้านใหญ่ขึ้น ให้เตรียมทุนเพิ่ม)
เริ่มจากเป้าหมาย คือ มีเงินลงทุนเปิดร้าน = 200,000 บาท ภายใน 36 เดือน จากเงินเก็บปัจจุบัน: 10,000 บาท แสดงว่าตั้มต้องเก็บเพิ่ม 190,000 บาท คือต้องเก็บเฉลี่ย = 190,000 ÷ 36 = 5,277.78 บาท/เดือน ปัดเป็น 5,300 บาท/เดือน เพื่อความปลอดภัย (กรณีตั้มเอาเงินก้อนนี้ฝากในบัญชีออมทรัพย์) แต่ถ้าตั้มเลือกฝากบัญชีเงินฝากปลอดภาษีแบบต้องฝากทุกเดือน ระยะเวลาการฝากจะเลือก 24 เดือน หรือ 36 เดือน รับดอกเบี้ยเต็มๆ เมื่อฝากครบระยะเวลาการฝาก ไม่เสียภาษี ปัจจุบันมีบางธนาคารให้ดอกเบี้ย 2.90%/ปี ภาระการออมก็จะลดเหลือ 5,100 บาท/เดือน (ศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบทุกธนาคารก่อนฝาก เพราะบัญชีเงินฝากปลอดภาษีเปิดได้คนละบัญชีเท่านั้น (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 64) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นการฝากเงินในประเทศ)
ตั้มมีรายได้ 20,000 – 25,000 บาท ต้องเก็บให้ได้อย่างต่ำ 5,100 บาท/เดือน การบริหารรายได้ รายจ่ายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
แผนบริหารรายรับ รายจ่าย (ต้องทำทันที)
- เปิดบัญชีเงินฝาก 2 บัญชี
- บัญชีเงินฝากแรกเป็นบัญชีสำหรับใช้รับรายได้ และสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แนะนำเป็นบัญชีออมทรัพย์ ลองเทียบข้อมูลหลายๆธนาคาร โดยดูดอกเบี้ยที่ได้ กับ ความสะดวกในการถอน ว่า ถอนได้กี่ครั้ง
- บัญชีที่ 2 เปิดเป็นบัญชีเงินฝากปลอดภาษีสำหรับการทำร้านกาแฟ ถ้าให้ดีต้องหักโอนอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝากแรก โอนทุกเดือนๆละ 5,100 บาท ควรตั้งโอนก่อนใช้จ่าย เช่น หากเงินเข้าบัญชีทุกเช้าวันที่ 25 ก็ตั้งโอนวันที่ 26 เป็นต้น เลือกแบบระยะเวลาการฝาก 36 เดือนเท่ากับเป้าหมายของตั้มพอดี
- ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย โดยใช้แอปบริหารรายรับ รายจ่าย เช่น SET Happy Money, Metang, Piggipo, ฯลฯ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการรายรับรายจ่ายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้มจะได้รู้ว่าพฤติกรรมการจ่ายของตนเองเป็นอย่างไร รั่วไหลตรงจุดไหนบ้าง เป็นต้น
- ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากเราไม่ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เราจะไม่รู้ว่า เงินเราหายไปไหน หลายครั้งเราใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นเล็กๆน้อยๆ แต่ใช้จ่ายบ่อยๆ ทุกๆวัน ก็เป็นเงินก้อนใหญ่ได้ ยกตัวอย่าง ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นวันละ 100 บาท เดือนหนึ่งก็ 3,000 บาท ปีหนึ่งก็ 36,500 บาท ถ้ามองกลับกัน เราเก็บเงินเพิ่มวันละ 100 บาท ปีหนึ่งเราก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 36,000 บาท เช่นกัน ท่องไว้นะ “ทุกบาทที่เราใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เรากำลังเสียเงิน 1 บาทสำหรับสิ่งที่จำเป็นเสมอ”
- รับงานฟรีแลนซ์เพิ่ม 1–2 งานเล็ก ๆ หรือลองฝึกงานร้านกาแฟเป็นรายได้เสริม นอกจากได้เงินยังได้เรียนรู้ธุรกิจไปด้วย
เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายลดลง หากตั้มสามารถออมเงินได้มากขึ้น ก็จะมีเงินสำหรับร้านกาแฟมากขึ้น จากตาราง ถ้าออมได้ต่อเดือน 6,500 บาท ก็จะมีเงินสำหรับร้านกาแฟเพิ่มเป็น 255,081 บาท
|
ระยะเวลาการออม |
36 |
เดือน |
|
|
|
ผลตอบแทน (ต่อปี) |
2.90% |
|
|
|
|
ออมได้ต่อเดือน (บาท) |
6,500 |
6,000 |
5,500 |
5,100 |
|
เงินที่จะมี ณ สิ้นปีที่ 3 |
255,081 |
236,298 |
217,516 |
202,490 |
- ศึกษาแหล่งเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก (ธนาคาร SME/สินเชื่อบุคคล) เผื่อไว้สำหรับใช้ยามต้องการขยายธุรกิจ ซึ่งมีหลายแบบ ได้แก่
- สินเชื่อ SME สำหรับธุรกิจทั่วไป เป็นสินเชื่อที่ใช้เพื่อลงทุนเริ่มต้น (ซื้ออุปกรณ์, ตกแต่ง) และเป็นทุนหมุนเวียน (ซื้อวัตถุดิบ, จ่ายค่าเช่า) โดยคุณสมบัติหลักที่ธนาคารจะพิจารณาคือ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และ ความสามารถในการชำระหนี้
- วงเงิน: ขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจและหลักประกัน โดยทั่วไปวงเงินจะสูงถึงหลักล้านบาท
- ระยะเวลาผ่อน: สูงสุด 7-10 ปี สำหรับเงินกู้ระยะยาว (Term Loan)
- ธนาคารที่ให้บริการ: ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง (เช่น กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงไทย) และธนาคารของรัฐ (เช่น ออมสิน, SME D Bank)
- สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Loan) สินเชื่อนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดร้านกาแฟภายใต้แบรนด์แฟรนไชส์ (เช่น Cafe Amazon, กาแฟพันธุ์ไทย, อินทนิล)
- จุดเด่น: อนุมัติง่ายกว่า เพราะธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำกว่าร้าน Stand-Alone (มีระบบบริหารจัดการและแบรนด์รองรับ)
- วงเงิน: มักให้สูงสุด 80% ของมูลค่าการลงทุน ที่ทางแฟรนไชส์กำหนด
- ธนาคารที่ให้บริการ: หลายธนาคารมีผลิตภัณฑ์นี้ร่วมกับแฟรนไชส์เจ้าดัง เช่น ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, SME D Bank
- สินเชื่อไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) สินเชื่อที่ปล่อยให้กู้โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น ที่ดิน, อาคาร) แต่จะเน้นพิจารณาจาก เครดิตส่วนบุคคล และ กระแสเงินสดในบัญชี
- ข้อควรทราบ: มักจะมีวงเงินน้อยกว่า และอัตราดอกเบี้ยอาจสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน
- สินเชื่อ SME สำหรับธุรกิจทั่วไป เป็นสินเชื่อที่ใช้เพื่อลงทุนเริ่มต้น (ซื้ออุปกรณ์, ตกแต่ง) และเป็นทุนหมุนเวียน (ซื้อวัตถุดิบ, จ่ายค่าเช่า) โดยคุณสมบัติหลักที่ธนาคารจะพิจารณาคือ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และ ความสามารถในการชำระหนี้
สิ่งที่ตั้มควรเริ่มเตรียมตัว (ตั้งแต่วันนี้ - 3 ปีข้างหน้า)
เนื่องจากตั้มกำลังจะเริ่มธุรกิจใหม่ การมีประวัติทางการเงินที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
|
การเตรียมตัว |
รายละเอียด |
|
1. สร้างเครดิตส่วนบุคคล |
รักษาประวัติเครดิตบูโรให้ดีเยี่ยม (ไม่ติด Blacklist) หากมีการใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่ออื่นๆ ต้องชำระตรงเวลาและเต็มจำนวนเสมอ |
|
2. สร้างกระแสเงินสดในบัญชี |
เริ่มเดินบัญชี (Statement) อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้บัญชีธนาคารเดียวในการรับ-จ่ายเงินเพื่อแสดงถึงวินัยทางการเงินและความมั่นคง |
|
3. ร่างแผนธุรกิจ (Business Plan) |
นี่คือเอกสารสำคัญที่สุด สำหรับการขอสินเชื่อ ต้องระบุที่มาของเงินทุน, ประมาณการค่าใช้จ่าย (ที่เคยคำนวณไว้), ประมาณการยอดขาย, และแผนการตลาดอย่างชัดเจน |
|
4. เลือกรูปแบบการจดทะเบียน |
ตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนเป็น บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) การเป็นนิติบุคคลอาจช่วยให้การขอสินเชื่อใหญ่ๆ ง่ายขึ้นในอนาคต แต่มีข้อผูกมัดทางบัญชีมากขึ้น |
|
5. ศึกษาเงื่อนไข บสย. |
ธนาคารหลายแห่งใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน ทำให้คุณไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการกู้ |
หมายเหตุสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ
โดยทั่วไป ธนาคารจะพิจารณาให้สินเชื่อ SME สำหรับธุรกิจที่ดำเนินการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ถึง 3 ปี และมีการเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ตั้มควรเตรียมเงินทุนให้เพียงพอสำหรับการดำเนินการในช่วง 6 เดือนแรก (ค่าเช่า, ค่าวัตถุดิบ, ค่าแรง) และหลังจากร้านเริ่มมีกระแสเงินสดและผลประกอบการที่เป็นรูปธรรมแล้ว ค่อยพิจารณาขอสินเชื่อเพื่อ ขยายกิจการ หรือ ซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ขอให้ฝันของตั้มเป็นจริงนะ หากตั้มอยากได้คำแนะนำแบบละเอียด ลองมาหาพี่ๆนักวางแผนการเงิน CFP ที่สมาคมนักวางแผนการเงินนะ