logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: บริหารจัดการเงิน

หนี้ครู กับ ความรู้บริหารหนี้

กรณีศึกษาการเป็นหนี้นอกระบบของ “ครูเร” และวิธีการแก้หนี้ที่อาศัยสื่อ ปัญหาที่เกิดซ้ำซาก และวิธีแก้ปัญหา

“บทเรียนราคาแพง ครูสาวกู้แหลก 80 เจ้า อ้างกตัญญูแต่ลงเอยด้วยวงจรนอกระบบ เผยพฤติกรรม “กู้ซ้อนกู้” จนดอกเบี้ยท่วมหัว 100,000 บาทต่อวัน!

เมื่อ “ครูเร” วัย 33 ปีออกมาเปิดหน้าโชว์ความฝันของชีวิตที่เกิดจากการบริหารเงินผิดพลาดอย่างมาก แม้จะอ้างถึงความกตัญญูต่อแม่ แต่สิ่งที่ทำเอาคนฟังอึ้งคือการตัดสินใจกู้เงินจากเจ้าหนี้ถึง 80 ราย เพียงเพื่อเอาเงินเจ้าใหม่ไปอุดเจ้าเก่า เป็นพฤติกรรมแบบดินพอกหางหมูที่ไม่มีวันจบสิ้น จนสุดท้ายยอดดอกเบี้ยพุ่งไปถึงวันละ 1 แสนบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินจินตนาการของคนทำงานปกติไปไกลมาก

สิ่งที่สังคมทางข้อสังเกตคือ ในขณะที่เจ้าหนี้ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการไม่มีแต่ไม่จ่ายมานานกว่า 45 วัน ครูสาวกลับเลือกใช้วิธีสุดท้ายคือ การหอบท้องไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจและออกสื่อ เพื่อขอ “หยุดพักหนี้” ทั้งที่รู้อยู่เต็มบอกว่า วงจรเงินกู้นอกระบบมันเป็นยังไง การเอาเงินคนอื่นมาหมุนจนคุมไม่อยู่ แล้วสุดท้ายเวลาน้ำตาขอความเห็นใจเพราะมีมีลูกเล็กและกำลังตั้งครรภ์ ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรือสาเหตุที่ขาดความไร้มีในของตัวเองกันแน่

จำได้เลยว่า ครั้งแรกเมื่อกว่าสิบปีก่อนที่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งให้บรรยายความรู้เกี่ยวกับการบริหารหนี้ให้กับครู และเพิ่งรู้ตอนนั้นว่า “อาชีพครูคืออาชีพที่มีปัญหาหนี้เยอะสุดอาชีพหนึ่ง ทั้งที่เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่น้อยเลย” ความกังวลก้เกิดขึ้นมาทันที เมื่อแม่พิมพ์ของชาติมีปัญหาการบริหารเงินจนเป็นหนี้ แล้วลูกศิษย์ เยาวชน คนรุ่นใหม่ของประเทศจะเป็นอย่างไร

มาถึงปัจจุบัน ปัญหาหนี้ครูก็ไม่ได้ลดน้อยลง แถมรุนแรงมากขึ้น (กรณีครูเรก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างหนึ่ง)

สถิติหนี้สินครูไทย (ข้อมูลปี 2568-2569)

​จากรายงานของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้:

  • ​ยอดหนี้รวม: ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
  • ​จำนวนผู้เป็นหนี้: ประมาณ 900,000 คน (คิดเป็น 80% ของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ)
  • ​หนี้เฉลี่ยต่อราย: ประมาณ 1.5 ล้านบาท (บางสถิติระบุว่าครูที่มีหนี้วิกฤตอาจมีหนี้สูงถึง 3 ล้านบาทต่อคน)
  • ​เจ้าหนี้รายใหญ่: 1. สหกรณ์ออมทรัพย์ครู (ประมาณ 8.9 แสนล้านบาท หรือ 64%) 2. ธนาคารออมสิน 3. ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์

สาเหตุที่ครูเป็นหนี้มาก

​ทำไมอาชีพที่ดูมั่นคงอย่างครูถึงมีหนี้ท่วมตัว? สาเหตุไม่ได้มาจาก "การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย" เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยแฝงดังนี้ครับ

​1. ภาระงานและ "ภาษีสังคม"

  • ​ค่าใช้จ่ายในการประเมิน: ครูมักต้องควักเงินตัวเองเพื่อทำสื่อการสอน จัดบอร์ด หรือทำผลงานเพื่อวิทยฐานะ (เลื่อนตำแหน่ง) เพื่อให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ​ภาระนอกเหนือการสอน: เช่น การพานักเรียนไปแข่งขันวิชาการในที่ต่างๆ ซึ่งบ่อยครั้งงบประมาณรัฐไม่เพียงพอ ครูจึงต้องสำรองจ่ายเองทั้งค่าน้ำมันและค่ากินอยู่ของนักเรียน
  • ​งานสังคม: ครูในต่างจังหวัดคือบุคคลที่สังคมให้ความเคารพ ทำให้มีภาระต้องร่วมงานบุญ งานบวช งานแต่ง และร่วมทำบุญตามจารีตประเพณีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​2. การเข้าถึงสินเชื่อที่ "ง่ายเกินไป"

  • ​สถาบันการเงินและสหกรณ์มองว่าครูเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำเพราะมีเงินเดือนแน่นอน ทำให้มีการอนุมัติเงินกู้ได้ง่ายและบ่อยครั้ง จนเกินขีดความสามารถในการชำระคืนจริง (บางรายเหลือเงินใช้รายเดือนไม่ถึง 30%)

​3. หนี้เพื่อความมั่นคงและครอบครัว

  • ​ครูจำนวนมากมาจากครอบครัวที่ฐานะปานกลางถึงยากจน ​เมื่อบรรจุได้จึงกู้เงินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ซื้อยานพาหนะ หรือส่งเสียดูแลพ่อแม่และเครือญาติ

​4. กับดักอัตราดอกเบี้ยและระบบการหักเงิน

  • ​ระบบการกู้ยืมแบบ "วนลูป" เช่น การกู้จากที่หนึ่งไปปิดอีกที่หนึ่ง หรือการที่ดอกเบี้ยสหกรณ์บางแห่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับนโยบายรัฐ ทำให้เงินต้นลดลงช้ามาก

็นกรณี "ครูเร" ที่ประสบปัญหาหนี้นอกระบบอย่างรุนแรงจากการกู้เงินจากเจ้าหนี้กว่า 80 ราย เพื่อมาหมุนเวียน (กู้ที่ใหม่ไปโปะที่เก่า) จนดอกเบี้ยพุ่งสูงถึงวันละ 100,000 บาทก็เป็นตัวอย่างหนี้ครูที่สุดโต่งอีกกรณีหนึ่ง

เราลองมาวิเคราะห์และแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมครับ

​วิเคราะห์ปัญหา (Root Cause Analysis)

  • ​ขาดทักษะการบริหารเงิน (Financial Illiteracy): การแก้ปัญหาหนี้ด้วยการ "กู้ใหม่ที่ดอกเบี้ยแพงไปจ่ายหนี้เก่า" กรณีนี้ เรียกว่า กับดักหนี้ (Debt Trap) คือการที่ลูกหนี้หาทางออกไม่ได้ จนต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งที่เข้าถึงง่ายแต่ "ราคาแพง" (ดอกเบี้ยสูง) เช่น หนี้นอกระบบ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อมาหมุนเวียนจ่ายขั้นต่ำของหนี้เก่า ทำให้ยอดหนี้รวมพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงจรหนี้ซ้อนหนี้ (Debt Spiral) สุดท้ายส่งผลให้เกิดภาวะ "เงินต้นไม่ลด ดอกเบี้ยกินหมด" ดังกรณีนี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดพลาด เพราะหัวใจของการก่อหนี้ใหม่ไปจ่ายหนี้เก่า คือ ดอกเบี้ยต้องถูกลง หรือ ระยะเวลาผ่อนที่ยาวขึ้นในอัตราดอกเบี้ยที่รับได้
  • ​กับดักทางอารมณ์และความกตัญญู: บ่อยครั้งที่การหยิบยืมเริ่มจากความจำเป็นในครอบครัว แต่ขาดการวางแผนที่ชัดเจน ทำให้สถานการณ์บานปลาย อย่างกรณีนี้ คือ Moral Licensing (อ้างคุณธรรมเพื่ออนุญาตให้ตัวเองผิด) เช่น“ทำเพราะกตัญญู” “ทำเพื่อแม่ / ลูก” “ขอแค่ผ่านช่วงนี้ไปก่อน” ความคิดนี้ทำให้เราหยุดคิดเชิงเหตุผล และเปิดทางให้การตัดสินใจที่แย่ลงเรื่อย ๆ
  • ​การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ผิด: เมื่อติดเครดิตบูโรหรือไม่สามารถกู้ในระบบได้ จึงหันไปหาหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยผิดกฎหมาย แต่กู้ง่าย
  • การทำลายทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด คือ เครดิต และ เพื่อนที่ดี ด้วยการโยนปัญหาให้คนอื่น กรณีนี้ตามข่าว ได้รับความช่วยเหลือจากลูกศิษย์ที่ให้ยืมล้านกว่าบาทโดยไม่คิดดอกเบี้ย สุดท้ายครูสัญญาว่าจะผ่อนคืนแค่สัปดาห์ละ 3,000 บาท (10 ปี 5 เดือนกว่าจะได้เงินคืนโดยไม่มีดอกเบี้ย)

หากเราอยู่ในสถานะเดียวกับครูเร จะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี

แนะนำทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • ​หยุดกู้เพิ่มทุกช่องทาง (เด็ดขาด) การกู้รายที่ 81 เพื่อมาจ่าย 80 รายแรกคือการฆ่าตัวตายทางการเงิน ต้อง "ตัดวงจร" การกู้เพิ่มทุกชนิด
  • ​เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้:
    • ​ลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ กับกระทรวงมหาดไทยหรือศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมาย (ไม่เกิน 15% ต่อปี)
    • ​แจ้งความดำเนินคดี: หากถูกข่มขู่หรือดอกเบี้ยเกินจริงตามที่กฎหมายกำหนด
  • ​รวบรวมตัวเลขทั้งหมด: ทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ ยอดเงินต้น และดอกเบี้ยที่จ่ายไปแล้ว เพื่อดูว่ารายใดที่จ่ายดอกเบี้ยจนเกินเงินต้นไปมากแล้ว

การป้องกันในระยะยาว (Preventive Measures) ​เพื่อไม่ให้กลับไปจุดเดิม หรือป้องกันไม่ให้คนอื่นก้าวพลาด:

  • ​ปรับนิสัยการใช้จ่าย อะไรที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องซื้อ อย่างผมเองมีคติประจำใจในเรื่องการใช้จ่ายว่า “ไม่ใช้ ไม่ซื้อ ต่อให้ลดราคา ก็ไม่ซื้อ” การซื้อของที่เราไม่ได้ใช้ ไม่ต่างอะไรกับการย้ายสต็อคจากคนอื่นมาไว้ที่เรา มีแต่ภาระในการดูแลรักษา
  • สร้างแหล่งรายได้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการทำงาน (active income) หรือ รายได้จากทรัพย์สิน (passive income)
  • สร้าง "กองทุนสำรองฉุกเฉิน": เก็บออมให้ได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบเมื่อมีเรื่องด่วน
  • ​หลักการ "หนี้ไม่เกิน 40%": ไม่ควรมีภาระผ่อนหนี้เกิน 40% ของรายได้สุทธิ
  • ​ตรวจสอบสิทธิโครงการรัฐ: ติดตามมาตรการแก้หนี้ของแบงก์ชาติ หรือคลินิกแก้หนี้ (สำหรับหนี้ในระบบ) หรือลองติดต่อหน่วยงานรัฐและองค์กรที่ช่วยเหลือด้านหนี้นอกระบบ แนะนำให้เริ่มจาก สายด่วน 1567 ของศูนย์ดำรงธรรมเป็นอันดับแรก เพราะเป็นหน่วยงานหลักในการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบครับ

​1. ช่องทางหลัก: ไกล่เกลี่ยและร้องเรียน (หนี้นอกระบบ)

  • ​ศูนย์ดำรงธรรม (กระทรวงมหาดไทย)
    • ​โทร: 1567 (สายด่วนฟรี 24 ชั่วโมง)
    • ​สถานที่: ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตใน กทม. ทุกแห่ง
  • ​ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม (กระทรวงยุติธรรม)
    • ​โทร: 1111 ต่อ 77 หรือ 02-575-3344
    • ​หน้าที่: ให้คำปรึกษากฎหมาย และช่วยดำเนินคดีหากถูกข่มขู่หรือเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมาย

​2. ช่องทางช่วยเหลือด้านกฎหมายและการถูกคุกคาม

  • ​สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ป้องกันปราบปรามการทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย)
    • ​โทร: 1599
    • ​หน้าที่: แจ้งเหตุถูกข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย หรือทวงหนี้ผิดกฎหมาย
  • ​สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์
    • ​โทร: 02-522-7124 ถึง 27
    • ​หน้าที่: ให้คำปรึกษาข้อกฎหมายฟรีสำหรับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

​3. ช่องทางแก้หนี้ในระบบ (หากมีหนี้บัตรหรือสินเชื่อร่วมด้วย)

  • ​คลินิกแก้หนี้ by SAM
    • ​โทร: 1443 (สายด่วนชนะหนี้)
    • ​หน้าที่: รวมหนี้เสียจากบัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคล มาผ่อนจ่ายที่เดียวด้วยดอกเบี้ยต่ำ (3-5% ต่อปี)

​4. ภาคเอกชนและมูลนิธิ

  • ​มูลนิธิสุภา วงค์เสนา เพื่อการปฏิรูปสิทธิลูกหนี้
    • ​โทร: 081-776-3606
    • ​หน้าที่: ช่วยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและให้ความรู้เรื่องสิทธิของลูกหนี้

​คำแนะนำเพิ่มเติม: ในการติดต่อ แนะนำให้เตรียม บัตรประชาชน และ ข้อมูลเจ้าหนี้ (ถ้ามี เช่น รายชื่อ, เบอร์โทร, ยอดที่กู้มา และยอดที่จ่ายไปแล้วทั้งหมด) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือได้ทันทีครั

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th