logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: ลงทุน

 เขาหลอกเราได้อย่างไร? 

 

แค่สัปดาห์เดียว มีข่าวการหลอกลงทุนในคริปโตถึง 2 กรณี แต่ละกรณีมูลค่าความเสียหายหลักพันล้านบาท โดย

  • กรณีแรกที่เป็นข่าว เกี่ยวข้องกับอดีตผู้บริหารสถาบันการเงิน
  • กรณีที่สอง เกี่ยวข้องกับสามีดารานักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดังระดับหมื่นล้าน

คนที่ถูกหลอกส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีฐานะ มีความรู้ หรือที่เรียกกันว่า Elite Fraud หรือการฉ้อโกงระดับสูง จากคนมีตำแหน่ง เครดิตดี เครือข่ายวงใน ไม่ใช่สแกมแบบ call center ทั่วไป แต่ใช้ความเชื่อใจเป็นอาวุธหลัก ซึ่งต่างจากแชร์ลูกโช่สมัยก่อนที่คนที่ถูกหลอกส่วนใหญ่เป็นคนระดับกลางที่อาจไม่มีความรู้ทางการเงินมากพอ ประเด็นนี้จึงเป็นที่น่าสนใจมากว่า “ทำไมคนที่มีความรู้ถึงยังถูกหลอกได้ เขาหลอกเราได้อย่างไร?”

เราคงเคยได้ยินคำกล่าว “คนเราคิดด้วยเหตุผล แต่ตัดสินใจด้วยอารมณ์” มาแล้ว ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ ทุกๆคนก็คงรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น มิจฉาชีพจึงมักใช้อารมณ์ของเรานั่นแหละมาหลอกเราเอง

อารมณ์ที่มักทำให้เราเป็นเหยื่อหลักๆ มี “ความโลภ” กับ “ความกลัว” จริงๆก็เหมือนกับอารมณ์ตอนเจอปัญหา “fight” or “flight” จะ “สู้” หรือ “หนี”

กลโกงที่อาศัย “ความกลัว” ก็อย่างเช่น โทรหรือส่ง sms มาบอกเราว่า “บัญชีเงินฝากถูกอายัดหรือเป็นหนี้บัตรเครดิต” ”บัญชีเงินฝากพัวพันกับการค้ายาเสพติด หรือการฟอกเงิน” ฯลฯ แล้วหลอกให้เราโอนเงินทั้งหมดไปให้ตรวจสอบ

กลโกงที่อาศัย “ความโลภ” อย่าง 2 กรณีนี้ กลวิธีที่เขาใช้หลอกเรามีอะไรบ้าง

ผลตอบแทนดีจนเหลือเชื่อ (Fantastic promise)

กรณีสามีดาราหลอกลงทุนโดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่าของเงินลงทุน หรือ กรณีอดีตผู้บริหารสถาบันการเงินที่หลอกด้วย return สูงๆ 10x-30x ซึ่งไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่ (Ponsi scheme) ในอดีตที่การันตีผลตอบแทนสูงๆ อย่างเช่น 6% ต่อเดือน เป็นต้น ซึ่งถ้ายั้งคิดซักนิด ก็จะรู้เลยว่าเป็นเรื่องหลอกลวง เป็นไปไม่ได้ อ้าวเมื่อมีประสบการณ์แชร์ลูกโช่กันแล้ว ทำไมเราถึงยังถูกหลอกกันอีก

Halo effect เทวดา หรือ ซาตาน

ดร.อัลเบิร์ต เมห์ราเบียน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยามหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ได้วิจัยเรื่องการสื่อสารไว้ว่า สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสื่อสารมี 3 องค์ประกอบที่มีผลต่อความเชื่อ ได้แก่

  • บุคลิกภาพ มีผล 55%
  • น้ำเสียง มีผล 38%
  • เนื้อหา มีผล 7%

จะเห็นว่า บุคลิกภาพมีผลมากที่สุด หรือ ก็คือ “คนเราเชื่อในสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน” บุคคลในข่าวทั้ง 2 กรณีมีโปรไฟล์ที่ดีมาก ทั้งฐานะ ความรู้ ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ ชอบทำบุญ อย่างสามีนางเอกสาวจะใช้โปรไฟล์หรู ถ่ายภาพคู่กับคนดัง สร้างความเชื่อถือ สร้างภาพลักษณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตฯ ที่รวยที่สุดในไทย มักลงภาพคู่กับบุคคลระดับโลกและอดีตนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ทำให้เราเชื่อใจไปว่า “คนดี คนเก่ง คนรวยอย่างนี้ไว้ใจได้” เปรียบไปก็เหมือนกับที่เราดูในหนังฝรั่ง ถ้าเป็นวงแหวนเหนือศีรษะใคร แสดงว่าคนนั้นเป็น “เทวดา” โดยลืมนึกไปว่า “ซาตาน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งชั่วร้ายก็เคยเป็น “เทวดา” มาก่อน เมื่อเราประทับใจในความรวยและความใจบุญ เราก็จะลดความระมัดระวังในการตรวจสอบข้อมูล เช่น "ที่มาของรายได้" หรือ "โมเดลธุรกิจ" ฯลฯ ฝรั่งจึงเรียกพฤติกรรมที่เราเลือกเชื่อจากโปรไฟล์หรือบุคลิกภาพ นี้ว่า “Halo effect” นั่นเอง

ตัวอย่างการหลอกลวงในอดีตมีมากมายที่ใช้ “Halo effect” ใช้บุคคลหรือผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคม เช่น ดารา นักร้อง ทหาร ผู้บริหารระดับสูง ฯลฯ ในการหลอกลวง แต่ก็มีหลายกรณีที่อ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยคนที่ถูกแอบอ้าง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับกระบวนการโกงดังกล่าวเลย

Proof of evidence สร้างความน่าเชื่อถือด้วยหลักฐาน

มีการสร้างหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น หนังสือการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ ต่างประเทศ ว่าเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย อย่างกรณีอดีตผู้บริหารสถาบันการเงิน ก็ใช้สัญญาปลอม รายละเอียดโครงการ ข้อมูลการลงทุuที่ดูเหมือนเอกสารของบริษัทจริง  มีขั้นตอนการโอนเงินที่ดูเป็นมืออาชีพ ทำให้นักลงทุนตายใจ และที่แสบ ก็คือ: เขาเลือกเหรียญที่มี "ระยะเวลาล็อก" (Vesting) นานหลายเดือนหรือเป็นปี เพื่อให้มีเวลาเก็บเงินไปเรื่อยๆ โดยที่คนลงทุนยังไม่เอะใจว่าทำไมยังไม่ได้เหรียญ

Complexity Bias ความซับซ้อนที่ดูขลัง

​ทั้ง 2 กรณ๊ใช้คำศัพท์เทคนิคสูงๆ (Jargon) เช่น Algorithm, AI Arbitrage, Decentralized Liquidity Pool หรือการโชว์หน้าจอที่มีกราฟยุ่งเหยิง ธรรมดาเมื่อเราเห็นอะไรซับซ้อน มันก็ดูขลัง น่าเชื่อถือ ฟังให้ตาย ก้ไม่เข้าใจเหยื่อจะรู้สึกว่า "มันยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ แต่เขาน่าจะเข้าใจ" จึงยอมมอบอำนาจการตัดสินใจทางการเงินให้ไปโดยปริยาย

อ้าว เมื่อไม่รู้ ไม่เข้าใจ แล้วทำไมไม่ถาม เหตุผลก็เพราะ

  • กลัวโชว์โง่ กลัวว่าถามเยอะ เขาจะว่าเรา “โง่” จริงๆ ยอม”โง่”ตอนนี้ ถามเพื่อ”รู้” ดีกว่ามา “รู้” ว่า “โง่”ทีหลัง
  • เกรงใจ เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่ขี้เกรงใจ ไม่กล้าถาม

​FOMO (Fear of Missing Out) ช้ากลัวหมด

กรณีอดีตผู้บริหารสถาบันการเงินใช้หลักจิตวิทยา FOMO หรือ "ความกลัวที่จะพลาดโอกาส" เป็นเครื่องมือหลักในการหลอกลวง ดังนี้

  1. Exclusive Access: อ้างว่ามีดีลพิเศษที่จำกัดเฉพาะกลุ่มคนวงในเท่านั้น
  2. Time Limit: บีบให้ตัดสินใจโอนเงินอย่างรวดเร็วภายใต้เวลาที่จำกัด เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาตรวจสอบข้อมูล
  3. Hype & Performance: ใช้กระแสความนิยมของเหรียญคริปโตที่กำลังขาขึ้น ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าถ้าไม่ลงทุนตอนนี้จะ "ตกรถ" และเสียโอกาสทำกำไรมหาศาล

เมื่อทุกอย่างถูกวางอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ หลักฐานที่ดูจริง ผลตอบแทนที่จูงใจ และ โอกาสที่นานๆมาที ก็เลยทำให้เหยื่อขาดความระมัดระวัง ยอมโอนเงินจำนวนมาก “ช้ากลัวหมด” กลัวว่า ถ้าตัดสินใจช้า จะพลาดโอกาส สุดท้ายก็หมดตัวจริงๆ สูญเสียเงินตามข่าว

วิธีป้องกันตนเอง

  • ตรวจสอบผ่านหน่วยงานกำกับดูแล: เช็กรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านแอป SEC Check First ของ ก.ล.ต.
  • ระวังดีลที่ "ดีเกินจริง": หากมีการเสนอผลตอบแทนที่สูงมากหรือสิทธิพิเศษที่คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
  • ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์: เมื่อเกิดความรู้สึก FOMO ให้หยุดพักและศึกษาข้อมูล (DYOR - Do Your Own Research) อย่างละเอียดก่อนโอนเงินทุกครั้ง

หากเราหรือคนรู้จักได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ thaipoliceonline.go.th หรือโทรสายด่วน 1441

 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th