บทความ: บริหารจัดการเงิน
ควรทำไงกับชีวิตจากนี้ หลังน้ำมันขึ้น..ไม่หยุด
“ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเอา ‘เงินเก็บ’ มาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ช่วงนี้รายจ่ายมันขึ้นทุกอย่างจริงๆ ค่ะ จากที่เคยเก็บเงินได้ทุกเดือน ตอนนี้กลายเป็นแทบไม่เหลือ แถมบางเดือนยังติดลบเล็กๆ ด้วย ยิ่งเห็นข่าวเศรษฐกิจโลกกับสงคราม ยิ่งรู้สึกว่าอนาคตมันควบคุมไม่ได้เลย ถามตัวเองว่า…ถ้าสถานการณ์แบบนี้ยาวไปอีก 1–2 ปี เราจะยัง “รอด” อยู่ไหม? ควรเริ่มตั้งหลักทางการเงินยังไงดีคะ?”
ปัญหาสงครามที่เกิดขึ้นตอนนี้ แม้จะเกิดห่างจากไทยมาก แต่เราทุกคนก็ได้รับผลกระทบกันไปหมด น้ำมันแพง ของแพง เศรษฐกิจแย่ รายได้ลด งานหดหาย ฯลฯ สิ่งที่เรากำลังเจอ จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็น “ปรากฏการณ์ระดับโลก” จะบอกว่า “อย่าไปเครียดกับมัน” หลายคนอาจบอก “พูดง่าย แต่ทำยาก”
ผมนึกถึงคำกล่าวหนึ่ง ที่ว่า “เหตุสมควรเครียด ไม่มี เพราะถ้าปัญหานั้น เราแก้ไขได้ เราก็แก้ ไม่มีเหตุผลที่จะเครียด แต่ถ้าปัญหานั้น เราแก้ไขไม่ได้ เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์”
สิ่งที่สำคัญและอยากบอกคือ “ปัญหานี้ แก้ได้ถ้าตั้งหลักถูก” เริ่มจาก “ตั้งหลักที่ใจก่อน” ลองถอยออกมา มองปัญหาเหมือนเราดูมวย คนดูจะเห็นมากกว่าคนชก เราจะเห็นว่า ควรจะหลบยังไง ต่อยยังไง คู่ต่อสู้มีช่องโหว่ตรงไหน ชีวิตจริงก็เหมือนกัน ถ้าเราถอยออกมามองปัญหาอย่างคนนอก เราก็จะเห็นภาพชัด และแนวทางแก้ไขปัญหาที่มากขึ้น
ในโลกของการบริหารความเสี่ยงและการเงิน มักมีการใช้ "สัตว์" มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อช่วยให้เราเห็นภาพประเภทของวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ชัดเจนขึ้นครับ แต่ละตัวมีความหมายและระดับการเตรียมใจที่ต่างกัน ดังนี้ครับ
1. หงส์ดำ (Black Swan) ความหมาย: เหตุการณ์ที่ คาดเดาไม่ได้เลย (Unpredictable) มีโอกาสเกิดต่ำมากจนไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมหาศาล และมักจะมีการหาเหตุผลมาอธิบายย้อนหลังว่า "มันน่าจะเดาได้นะ" ทั้งที่จริงๆ ไม่มีใครรู้
ตัวอย่าง: การแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือ วิกฤตเศรษฐกิจ Hamburger Crisis ปี 2008 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พลิกโฉมโลกไปโดยสิ้นเชิงแบบที่ไม่มีใครเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า
2. แรดเทา (Gray Rhino) ความหมาย: อันตรายที่มี ขนาดใหญ่และเห็นชัดเจน (Highly Probable) เป็นปัญหาที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า รู้ว่ามันกำลังวิ่งเข้าหาเรา แต่เรากลับเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ทำอะไรเลย จนกระทั่งมันพุ่งชนเราเข้าอย่างจัง
ตัวอย่าง: ชีวิตวัยเกษียณ เราทุกคนรู้ว่า ถ้าไม่ตายก่อน เราต้องแก่ ต้องเจ็บแน่นอน แต่คนในวัยหนุ่มสาวหลายคนมองว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ ก็เลยไม่สนใจที่จะวางแผนเพื่อวัยเกษียณแต่เนิ่นๆ ทำนอง “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” สุดท้ายถึงวันเกษียณจริงๆ ก็จะมานั่งทุกข์ เสียดายที่ไม่ได้วางแผนให้เร็วกว่านี้
3. ช้างในห้อง (Elephant in the Room) ความหมาย: ปัญหาหรือความเสี่ยงที่ ทุกคนรู้ว่ามีอยู่จริงและใหญ่มาก แต่กลับไม่มีใครยอมพูดถึงหรือหยิบยกมาแก้ไข เพราะมันน่าอึดอัดใจ หรือมีความซับซ้อนเกินกว่าจะเริ่มคุย
ตัวอย่าง: ความตาย ทุกคนรู้หมด ไม่วันใดวันหนึ่ง เราทุกคนต้องตาย เหมือนอย่างที่สุภาษิตธิเบตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “พรุ่งนี้ กับ ชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาถึงก่อน” แต่ก็แปลกที่ในหลายวัฒนธรรม กลับไม่ยอมให้พูดเรื่อง “ความตาย” มองเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นการแช่ง ฯลฯ สุดท้ายเมื่อมีการตายเกิดขึ้น ก็เป็นปัญหากับคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน
4. แมงกะพรุนดำ (Black Jellyfish) ความหมาย: ปัญหาที่เราคิดว่า เข้าใจดีและดูเหมือนจะควบคุมได้ (Simple or Linear) แต่จริงๆ แล้วมันมีความซับซ้อนและมีแรงสะท้อนกลับ (Feedback Loop) ที่รุนแรงกว่าที่คิด จนทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็วเกินควบคุม
ตัวอย่าง: สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตอนนี้ มันเกิดสภาวะ "ซับซ้อนจนคาดเดาไม่ได้" ปัญหาผลกระทบจากสงคราม มองในแง่ดี ก็เหมือนจดหมายเตือนเราว่า โลกนี้มีอะไรไม่แน่นอนเยอะมาก และยิ่งมีอะไรไม่แน่นอน นั่นหมายถึงยิ่งมีความเสี่ยงเยอะ และในชีวิตเรายังต้องพบเจอความเสี่ยงอีกมากมาย และหลายความเสี่ยงกระทบชีวิตเรามากกว่าสงครามที่กำลังเกิดตอนนี้ด้วยซ้ำ
ผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย
- ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันและพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันปรับตัวสูงขึ้นตาม
ผลกระทบด้านรายได้ - สงครามก่อให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน
- เมื่อประชาชนกังวลถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก็จะประหยัดการใช้จ่าย ทำให้ธุรกิจต่างๆรายได้ลดน้อยลง การจ้างงานลดน้อยลง
- สงครามทำให้วัตถุดิบราคาแพงขึ้น วัตถุดิบบางอย่างไม่สามารถจัดหาได้ ทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ การจ้างงานลดน้อยลง
สิ่งที่ควรทำมากๆตอนนี้ คือ
หากยังมีงานอยู่ กอดงานให้แน่นๆ ลำบากแค่ไหนต้องอดทน “เครียดงาน แต่มีเงิน” ดีกว่า “เครียดเงิน เพราะไม่มีงาน” มากครับ เสร็จแล้วมาเตรียมพร้อมสำหรับความมั่นคงทางการเงินกัน
เริ่มจากลดรายจ่าย
ทำได้หลายวิธี โดยอาศัยหลักจิตวิทยาง่ายๆ ดังนี้
- ใช้หลัก “Loss Aversion ความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อสูญเสีย” ให้เป็นประโยชน์ คือ มนุษย์ “กลัวเสีย” มากกว่า “อยากได้” วิธีใช้: ตั้งกติกาแบบนี้:
“ถ้าใช้เงินเกินงบ เรากัจะหักเงินตัวเอง 500 บาทเข้าบัญชีห้ามแตะ” วิธีนี้จะทำให้สมองรู้สึก “เจ็บ” จะหยุดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยทันที
- ทำ “บัญชีแยกสมอง” (Mental Accounting) คนเราจะใช้เงินตามจำนวนเงินที่มีในกระเป๋า ดังนั้น หลักๆ คือ ลดเงินในกระเป๋า ย้ายเงินไปไว้ในที่ๆถอนได้ยาก (อย่างผมเอง ย้ายเงินไปให้เมียเก็บ ถอนยากจนถอนไม่ได้เลย 55)
แยกเงินจริงเป็น 3 บัญชี:
- สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน อันนี้ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (e-Savings) สำหรับเผื่อถอนง่ายๆ ข้อดีคือ ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไป สะดวกเพราะจัดการผ่านแอปพลิเคชัน 100% ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีค่าปรับ แต่อย่าไว้เยอะ เอาไว้แค่ประมาณพอใช้จ่าย 2 สัปดาห์พอ
- สำหรับเป็นเงินกันชน สำรองยามฉุกเฉิน
- อันนี้แยกไว้อีกบัญชีต่างหากเป็นบัญชีใหม่ที่ไม่ใช่บัญชีที่ใช้จ่ายประจำวัน เพื่อป้องกันการเผลอนำมาใช้
- ตั้งโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีสำรองทันทีในวันที่เงินเดือนออก เพื่อสร้างวินัย
- หักเงินก้อนพิเศษ: หากได้โบนัส หรือเงินก้อนพิเศษ ให้แบ่งส่วนหนึ่งมาเติมในบัญชีสำรอง
- แหล่งที่เก็บ เน้นสภาพคล่อง เผื่อถอนได้ทันที อาจเป็นบัญชีกองทุนรวมประเภทตลาดเงินที่เสี่ยงต่ำๆ ผลตอบแทนจะมากกว่าบัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (High-Yield Savings Account)
- เงินห้ามแตะ แยกเป็นอีกบัญชีสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคต อาจเป็นเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง ประกันชีวิต กองทุนรวม หรือ หุ้น ฯลฯ
หมายเหตุ ข้อสำคัญที่สุด คือ ทั้ง 3 บัญชีนี้ห้ามใช้ปนกันเด็ดขาด
- ใช้กฎ “Delay 24 ชั่วโมง” ทุกการใช้เงินที่ไม่จำเป็น ให้รอ 24 ชั่วโมงก่อนซื้อ งานวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า การหน่วงเวลา ลดการซื้อแบบอารมณ์ได้สูงมาก วิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก ผมเองก็ใช้วิธีนี้ตลอด ตอนเห็นของในแพลทฟอร์ม อยากได้ ของมันต้องมี ต้องใช้ มันจำเป็น คิดหาเหตุผลที่ควรซื้อมากมาย แต่ลองห้ามใจ รอ 24 ชั่วโมงค่อยตัดสินใจ ปรากฏว่า เกือบทุกครั้ง ลืมไปหมดแล้วว่า อยากได้อะไร
- ทำระบบ “อัตโนมัติ” เพราะ “วินัย = ระบบ ไม่ใช่แรงใจ” ตัวอย่าง: เงินเข้าบัญชี โอน 10% ไปบัญชีเก็บทันที ลดการ “คิด” = ลดโอกาสหลุด
- เลิกระบบ “กระตุ้นการใช้จ่าย” ตัวอย่างเช่น บางแพลทฟอร์มจะมีแพคเกจพิเศษสำหรับลูกค้า เช่น VIP ฯลฯ ที่ให้คูปองส่วนลดเยอะมาก หรือบัตรเครดิตจะมีโปรโมชั่นคะแนนสะสม ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งมีคะแนนเยอะ ระบบพวกนี้คนขายออกมาเพื่อดึงเงินจากกระเป๋าเราเยอะๆ เราต้องระวังอย่าตกเป็นเหยื่อ แต่ไม่ใช่ว่าระบบพวกนี้ไม่มีประโยชน์ หากเราเลือกใช้จ่ายเฉพาะของที่จำเป็นอย่างมีสติ ระบบพวกนี้ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเหมือนกัน
- ใช้ “กฎขั้นต่ำ” (Minimum Rule) แทนที่จะตั้งเป้าใหญ่ เช่น แทนที่ตั้งเป้าหมายต้องเก็บให้ได้เดือนละ 10,000 ลองปรับเป็น “เก็บให้ได้ 1,000” อาจดีกว่า เพราะเวลาทำได้ มันภูมิใจ ดีกว่าตั้งเป้ายากๆ แล้วทำไม่ได้ สุดท้ายเลิกทำไปเลย
รับมือ “ความเครียดเศรษฐกิจ”
- แยก “สิ่งที่ควบคุมได้ vs สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” ตามหลักการสำคัญของ Stoicism:
- ทวิลักษณ์ของการควบคุม (Dichotomy of Control): แบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ สิ่งที่ควบคุมได้ (มุมมอง, ความเชื่อ, การกระทำของเรา) และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (สภาพอากาศ, การกระทำของผู้อื่น, อดีต, ความตาย) สโตอิกสอนให้ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้และโฟกัสที่การทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด สิ่งที่เราควบคุมได้ เช่น รายจ่าย พฤติกรรมตัวเอง การเพิ่มรายได้ ฯลฯ สิ่งควบคุมไม่ได้ เช่น สงคราม เงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก ฯลฯ
- การอยู่กับปัจจุบัน (Living in the Present): ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวต่ออนาคตหรือความเสียใจในอดีตมาทำลายความสุขในปัจจุบัน
- คุณธรรมคือสิ่งดีสูงสุด (Virtue is the Only Good): สโตอิกเชื่อว่าคุณธรรมพื้นฐาน 4 ประการ (ปัญญา, ความยุติธรรม, ความกล้าหาญ, ความพอประมาณ) เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ส่วนสุขภาพ ความมั่งคั่ง หรือชื่อเสียง เป็นสิ่งที่ "ดีแต่ไม่จำเป็น" (indifferent)
- การฝึกใจรับมือกับความซวย (Premeditatio Malorum): การจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อเตรียมใจให้พร้อมและลดความตกใจเมื่อต้องเผชิญปัญหาจริง
- จำกัด “ข่าวลบ” งานวิจัยด้านจิตวิทยาพบว่า การเสพข่าวเศรษฐกิจมากเกินไป จะเพิ่มความเครียดโดยไม่ช่วยตัดสินใจ ด้วยวิธี: เช็คข่าววันละ 1 ครั้งพอ ไม่อ่านข่าวก่อนนอน
- ใช้เทคนิค “90-Day Survival Focus” แทนที่จะคิดว่าจะอยู่ยังไงในอีก 3 ปีข้างหน้า จะตกงานมั๊ย ฯลฯ เปลี่ยนมาโฟกัสแค่ 90 วันพอ ถ้าเดือนนี้ไม่ติดลบ มีเงินเหลือเล็กน้อย ก็มีความสุขแล้ว จะลดความเครียดไปได้เยอะ
- สร้าง “หลักฐานความสำเร็จเล็กๆ” สมองต้องการ “ความรู้สึกคุมได้” เช่น เดือนนี้ลดรายจ่ายได้ 1,000 หรือ เดือนนี้ เก็บได้ 500 ฯลฯ เขียนไว้ จะช่วยให้ไม่หมดไฟ
- เข้าใจอคติ (Bias) สำคัญ เช่น Scarcity Mindset (ความคิดแบบขาดแคลน) คือความเชื่อที่ฝังลึกว่าทรัพยากร เช่น เงิน เวลา หรือโอกาส มีไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความกลัว ความกังวล และการแย่งชิง ผลกระทบ ลดพลังสมอง (Mental Bandwidth): ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดหรือมองข้ามการวางแผนระยะยาว สุขภาพจิตเสีย: เกิดความเครียดสูง วิธีแก่ คือการปรับมุมมองเป็น "ความมั่งคั่ง" (Abundance) โฟกัสกับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ขาด มองว่าความสำเร็จสามารถสร้างเพิ่มได้ (Win-Win) ไม่ใช่ผลรวมเป็นศูนย์ ยอมรับสถานการณ์ปัจจุบัน: เลิกต่อสู้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้และวางแผนไปข้างหน้า
วิธีแก้: หยุดตัดสินใจเรื่องเงินตอนเครียด กลับมาตัดสินใจตอน “ใจนิ่ง”
เร่งเพิ่มรายได้ “แบบเร็ว” (สำคัญมากกว่าลดรายจ่ายในยุคนี้) เพราะเงินเฟ้อ คือ การเร่งกำลังฝั่งรายจ่าย เราต้องแก้เกมด้วย “เพิ่มความเร็วของรายได้ income speed” คือ เพิ่มเงินไหลเข้ากระเป๋าให้มากขึ้น เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้จากแหล่งอื่น เช่น หางานเสริม ฯลฯ การพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง หรือ การขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น ฯลฯ รวมถึงการลงทุน เพื่อสร้าง passive income ให้กับเงินออมของตนเอง
สงครามก็แค่เหตุการณ์หนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อีกไม่นานก็ผ่านไป แต่สิ่งที่อยู่กับเราตลอด คือ ความเสี่ยงที่มีมาหลายรูปแบบ การตระหนักรู้ มีสติ และเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่เกิดวิกฤติก็ตาม จะเป็นตัวช่วยให้เรารอดพ้นทุกวิกฤติไปได้
ดั่งคติพจน์ของลูกเสือสามัญ "จงเตรียมพร้อม" (Be Prepared) ซึ่งหมายถึงการฝึกฝนตนเองทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อทำหน้าที่ ช่วยเหลือผู้อื่น และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที โดยเน้นการฝึกทักษะ การคิดวางแผนล่วงหน้า และมีระเบียบวินัย เพื่อทำความดีและสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อส่วนรวม