บทความ: บริหารจัดการเงิน
“มาช้า” ดีกว่า “ไม่มา”
“หนูชื่อ เมย์ อายุ 35 ทำงานประจำ ที่ผ่านมาเน้นเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ค่อยได้ลงทุนจริงจัง
พอช่วงนี้เริ่มศึกษาเรื่องการเงิน เห็นคนพูดถึง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ว่า ยิ่งเริ่มเร็ว เงินยิ่งโตแบบก้าวกระโดด
เลยรู้สึกเหมือนตัวเองพลาดอะไรบางอย่างไป
เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หนูมีเงิน…แต่ไม่ได้ปล่อยให้มันทำงาน
ตอนนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่า…ถ้าเริ่มช้ากว่าคนอื่นไปขนาดนี้ มันเสียโอกาสไปมากแค่ไหนคะ
แล้วถ้าเพิ่งเริ่มตอนนี้...ยังทันอยู่ไหมที่จะสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคต?”
สิ่งที่น้องเมย์พูดถึง คือ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) คือ “พลังที่สามารถเปลี่ยนเงินก้อนเล็กเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ผ่านระยะเวลา โดยดอกเบี้ยที่ได้รับแต่ละงวดจะถูกนำกลับไปรวมกับเงินต้น เพื่อเป็นฐานใหม่ในการคำนวณดอกเบี้ยครั้งต่อไป ทำให้เงินต้นและดอกเบี้ยสะสมเติบโตแบบทวีคูณ ไม่ใช่แค่เพิ่มเท่าเดิม” ขนาดไอสไตน์ยังยกย่องให้เป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก"
โดยมีสูตรคำนวณจำนวนเงินรวมที่เราจะได้รับจากการออม = {เงินต้น} * [(1 + {อัตราดอกเบี้ย})^{จำนวนงวด}]
พลังของดอกเบี้ยทบต้น ขึ้นอยู่กับ
- เงินต้น
- ดอกเบี้ย
- เงินออมในแต่ละงวด
- ระยะเวลา
- จำนวนงวดที่ดอกเบี้ยทบต้น
ซึ่งเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ input (วัตถุดิบ) process (กระบวนการ) output (ผลลัพธ์) ถ้าวัตถุดิบดี กระบวนการดี ผลลัพธ์จะออกมาดี
- เงินต้น เงินออมในแต่ละงวด คือ วัตถุดิบ
- ดอกเบี้ย ระยะเวลา คือ กระบวนการ
- ความมั่งคั่งสุดท้าย คือ ผลลัพธ์
ถ้าเรามีเงินต้น เงินออมในแต่ละงวดมาก มีกระบวนการที่ดี คือ ออมได้ดอกเบี้ยเยอะ มีระยะเวลาการออมที่มากพอ ผลลัพธ์ คือ ความมั่งคั่งที่คาดหวังไว้ก็มีโอกาสเป็นจริงสูง
เรามาลองดูตัวอย่างกันนะ
ปรับเพิ่มเงินต้น ออมด้วยระยะเวลาเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เพิ่มเงินต้น
|
เงินต้น |
ดอกเบี้ย/ปี |
จำนวนงวด/ปี |
เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด |
ระยะเวลา (ปี) |
ความมั่งคั่ง |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
1,030.00 |
|
2,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
2,060.00 |
ปรับเพิ่มดอกเบี้ย ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ระยะเวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มดอกเบี้ย
|
เงินต้น |
ดอกเบี้ย/ปี |
จำนวนงวด/ปี |
เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด |
ระยะเวลา (ปี) |
ความมั่งคั่ง |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
1,030.00 |
|
1,000 |
5% |
1 |
0 |
1 |
1,050.00 |
ปรับเพิ่มเงินออมแต่ละงวด ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม ระยะเวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มเงินออมระหว่างงวด
|
เงินต้น |
ดอกเบี้ย/ปี |
จำนวนงวด/ปี |
เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด |
ระยะเวลา (ปี) |
ความมั่งคั่ง |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
1,030.00 |
|
1,000 |
3% |
1 |
10 |
1 |
1,040.00 |
ปรับเพิ่มระยะเวลา ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เพิ่มระยะเวลาออมนานขึ้น
|
เงินต้น |
ดอกเบี้ย/ปี |
จำนวนงวด/ปี |
เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด |
ระยะเวลา (ปี) |
ความมั่งคั่ง |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
1,030.00 |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
2 |
1,060.90 |
ปรับเพิ่มจำนวนงวดที่ดอกเบี้ยทบต้น ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม ระยะเวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มจำนวนงวดที่ทบต้น/ปี ตัวอย่างเช่น ทบต้นปีละครั้ง เทียบกับ “ทบต้นปีละ 2 ครั้ง”
|
เงินต้น |
ดอกเบี้ย/ปี |
จำนวนงวด/ปี |
เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด |
ระยะเวลา (ปี) |
ความมั่งคั่ง |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
1,030.00 |
|
1,000 |
3% |
2 |
0 |
1 |
1,030.23 |
จะเห็นนะว่า ไม่ว่าเราจะปรับเพิ่มปัจจัยตัวไหนล้วนมีผลให้ผลลัพธ์ คือ ความมั่งคั่งเราเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเราสามารถปรับเพิ่มมากกว่า 1 ปัจจัยล่ะ ผลลัพธ์จะทวีคูณรึเปล่า
เรามาลองปรับเพิ่มเงินต้น เพิ่มจำนวนงวดที่ดอกเบี้ยทบต้น เพิ่มดอกเบี้ยเท่าเดิม เพิ่มเงินออมแต่ละงวด เพิ่มระยะเวลาการออมกันดูนะ
|
เงินต้น |
ดอกเบี้ย/ปี |
จำนวนงวด/ปี |
เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด |
ระยะเวลา (ปี) |
ความมั่งคั่ง |
|
1,000 |
3% |
1 |
0 |
1 |
1,030.00 |
|
2,000 |
5% |
2 |
10 |
2 |
2,249.15 |
สรุป
- ยิ่งเราปรับเพิ่มปัจจัยแต่ละตัวได้มากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งที่เราจะได้รับก็มากขึ้นเท่านั้น ความหมาย ก็คือ ยิ่งเราพยายามมากเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จก็มากขึ้นเท่านั้น
- ยิ่งเราปรับเพิ่มจำนวนปัจจัยได้มากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งที่เราจะได้รับก็มากขึ้นเท่านั้น ความหมายก็คือเส้นทางแห่งความสำเร็จไม่ได้มีเส้นทางเดียว การเลือกเส้นทาง มีเงื่อนไขและความเหมาะสมแตกต่างกัน อย่างเช่น หากตอนนี้เรามีเงินเก็บไม่พอสำหรับเป้าหมาย เราอาจพิจารณาย้ายเงินที่กันไว้สำหรับเรื่องอื่นมาใช้เรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เราอยากมีเงินล้านตอนอายุ 60 ปี แต่ตอนนี้เรามีเงินเก็บสำหรับเป้าหมายเงินล้านเพียง 1 แสน เราก็อาจย้ายเงินที่กันไว้สำหรับซื้อมือถือรุ่นใหม่ หรือ ไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ ที่สำคัญน้อยกว่า มาเป็นเงินต้นสำหรับเป้า 1 ล้านของเราก็ได้ หรือแม้เราไม่มีเงินเก็็บ็็บอื่น เราก็อาจเพิ่มเงินออมโดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือออมเพิ่มตอนได้โบนัสก็ได้ หรือเราอาจเลือกเพิ่มผลตอบแทนโดยย้ายเงินไปฝากในที่ๆให้ดอกเบี้ยสูงก็ได้ ฯลฯ
สิ่งที่น่าคิดต่อ ก็คือ ประโยคเต็มของคำกล่าวไอสไตน์ ที่ว่า
"ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก ใครที่เข้าใจและใช้มันเป็น ก็จะได้รับผลตอบแทน ใครที่ไม่เข้าใจ ก็จะต้องเป็นฝ่ายจ่ายมันไป"
“ใครที่เข้าใจและใช้มันเป็น ก็จะได้รับผลตอบแทน” เราคุยกันไปแล้ว แต่ “ใครที่ไม่เข้าใจ ก็จะต้องเป็นฝ่ายจ่ายมันไป" แปลว่า อะไร
พลังดอกเบี้ยทบต้น เหมือนเหรียญ 2 ด้าน ถ้าเราใส่วัตถุดิบดี กระบวนการดี ผลลัพธ์ก็ดี ดังที่กล่าวแล้ว แต่ถ้าตรงข้ามล่ะ เราใส่วัตถุดิบแย่ กระบวนการแย่ ผลลัพธ์ก็จะแย่ ตัวอย่างเช่น
- แทนที่เราจะสร้างเงินเก็บ เรากลับสร้างเงินกู้ ดอกเบี้ยแทนที่จะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากกลับเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ (ซึ่งปกติจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมาก อย่างเช่น ดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 16%/ปี เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 1%/ปี ต่างกันถึง 16 เท่า) ยิ่งปล่อยหนี้ไว้นานเท่าไหร่ เรายิ่งจ่ายเงินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่จำเป็น อย่าก่อหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง
- หรือแม้แต่เราไม่เป็นหนี้ แต่รู้มั๊ย ค่าใช้จ่ายของเราเพิ่มขึ้นทุกๆวัน ที่เราเรียกกันว่า “เงินเฟ้อ” ค่าใช้จ่ายวันนี้ คือ เงินต้น เงินเฟ้อ ก็เหมือน ดอกเบี้ยของค่าใช้จ่าย ปัจจุบันอยู่ที่ 3.1%/ปี (ภาพข้างล่าง) แปลว่า ของที่วันนี้เราซื้อ 100 บาท จะแพงขึ้นเป็น 116.49 บาทในอีก 5 ปีข้างหน้า และเป็น 135.70 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
กฎเลข 72 (Rule of 72)
เมื่อพลังดอกเบี้ยทบต้นสำคัญ แต่วิธีคิดยุ่งยาก ถ้าไม่มีความรู้ทางการเงินมาบ้าง หรือ ไม่มีเครื่องคิดเลขทางการเงิน เราจะมีวิธีคิดง่ายๆมั๊ยว่า เราจะมีเงินเท่าไหร่ คำตอบคือ “มีนะ” คือ กฎเลข 72 (Rule of 72)
กฎเลข 72 (Rule of 72) คือ สูตรลัดคำนวณระยะเวลาเงินเราจะโตเป็นเป็น 2 เท่า โดย
ระยะเวลาเงินจะโตเป็น 2 เท่าของเงินต้น จะเท่ากับ 72 / อัตราดอกเบี้ยต่อปี
- ถ้าดอกเบี้ยที่เราได้จะฝากแบงค์อยู่ที่ 1%/ปี แปลว่า เงินฝากเราจะโตเป็น 2 เท่า จะใช้เวลาเท่ากับ 72/1 = 72 ปี
- ถ้าเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.1%/ปี แปลว่า ค่าใช้จ่ายเราจะเพิ่มเป็น 2 เท่า จะใช้เวลาเท่ากับ 72/3.1 = 23.23 ปี
สรุป คือ ของแพงขึ้นเร็วกว่าเงินฝากเรา ดังนั้น ถ้าเราต้องการมีเงินพอใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต อย่างน้อยดอกเบี้ยที่เราได้รับต้องมากกว่าเงินเฟ้อ
“แล้วถ้าเพิ่งเริ่มตอนนี้...ยังทันอยู่ไหมที่จะสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคต?”
ทีนี้มาถึงคำถามที่น้องเมย์ถามไว้ อ่านคำถามนี้ปุ๊บ ประโยคหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเลย ก็คือ “มาช้า ดีกว่า ไม่มา” สำนวนที่ติดปากใครหลายๆ คน ในภาษาอังกฤษเองก็มีสำนวนนี้เช่นกัน คือ “Better late than never.” หมายถึง “ทำช้าดีกว่าไม่ทำเลย” หรือ “มาช้าดีกว่าไม่มา” นั่นเอง ทำไมถึงนึกถึงคำพูดนี้
ถ้าน้องเมย์ต้องการมีเงิน 1 ล้าน ในอีก 10 ปี ข้างหน้า โดยปัจจุบันน้องเมย์มีเงินเก็บ 1 แสนบาท แต่น้องเมย์ไม่ทำอะไรเลย ความต้องการก็คงเป็นความฝัน แต่ถ้าน้องเมย์ใช้พลังของดอกเบี้ยทบต้น น้องเมย์อาจมีเงิน 1 ล้าน หรือ มากกว่า หรือแม้ได้ไม่ถึง 1 ล้าน แต่น้องเมย์ก็จะมีเงินมากกว่าตอนนี้แน่นอน
“ทันมั๊ย?”
คำถามนี้น้องเมย์ต้องถามตัวเองก่อนนะว่า “ต้องการเงินเท่าไหร่? ภายในเมื่อไหร่? ทำไมต้องเป็นเงินเท่านั้น? และทำไมต้องได้ตอนนั้น?” ก็คือ การหาเป้าหมายการเงินที่เหมาะสมนั่นเอง เช่น ต้องการเงินไปดาวน์บ้าน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็นต้น
เมื่อรู้เป้าหมายชัดเจน จะทันไม่ทัน ดูไม่ยากล่ะ ถ้าน้องเมย์มีเงินเก็บตอนนี้ 1 แสนบาท เก็บเพิ่มได้ปีละ 1 หมื่นบาท น้องเมย์ต้องหาการออมที่ให้ผลตอบแทน 53.74%/ปี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้ แต่อย่าเพิ่งถอดใจนะ เรายังมีวิธีอื่นอีกเยอะ
- น้องเมย์ย้ายเงินที่กันไว้ใช้อย่างอื่นมาเป็นเงินเก็บสำหรับดาวน์บ้านได้เปล่า สมมติย้ายมาได้ 1 แสน รวมของเก่าเท่ากับ 2 แสน น้องเมย์ต้องหาการออมที่ให้ผลตอบแทน 35.10%/ปี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้
- น้องเมย์เพิ่มเงินออมเป็น 30,000 บาท/ปี น้องเมย์ยังต้องหาการออมที่ให้ผลตอบแทน 29.59%/ปี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้เช่นกัน
- ถ้าอย่างนั้น ลองปรับลดเงินดาวน์ที่ต้องการลงจาก 1 ล้าน เป็น 5 แสน ผลตอบแทนการออมน้องเมย์ต้องการจะเหลือเพียง 9.71%/ปี ซึ่งพอจะเป็นไปได้ หรือ
- ถ้าน้องเมย์ต้องการเงินดาวน์ 1 ล้านเท่าเดิม ลองเพิ่มระยะเวลาจาก 5 ปี เป็น 10 ปี ผลตอบแทนการออมน้องเมย์ต้องการจะเหลือเพียง 10.04%/ปี ซึ่งพอจะเป็นไปได้
กุญแจความสำเร็จ: คือ น้องเมย์ต้องเริ่มเร็วเพื่อให้มีระยะเวลาการออมให้มากที่สุด และลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) เพื่อให้เวลากับเงินได้ทำงาน
“ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการไม่เสี่ยงกับอะไรเลย เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์ที่ล้มเหลวแน่นอน คือ การไม่ยอมเสี่ยงทำอะไรเลย" Mark Zuckerberg