logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: บริหารจัดการเงิน

“มาช้า” ดีกว่า “ไม่มา”

 

“หนูชื่อ เมย์ อายุ 35 ทำงานประจำ ที่ผ่านมาเน้นเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ค่อยได้ลงทุนจริงจัง

พอช่วงนี้เริ่มศึกษาเรื่องการเงิน เห็นคนพูดถึง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ว่า ยิ่งเริ่มเร็ว เงินยิ่งโตแบบก้าวกระโดด

เลยรู้สึกเหมือนตัวเองพลาดอะไรบางอย่างไป

เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หนูมีเงิน…แต่ไม่ได้ปล่อยให้มันทำงาน

ตอนนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่า…ถ้าเริ่มช้ากว่าคนอื่นไปขนาดนี้ มันเสียโอกาสไปมากแค่ไหนคะ

แล้วถ้าเพิ่งเริ่มตอนนี้...ยังทันอยู่ไหมที่จะสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคต?”

 

สิ่งที่น้องเมย์พูดถึง คือ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น”  (Compound Interest) คือ “พลังที่สามารถเปลี่ยนเงินก้อนเล็กเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ผ่านระยะเวลา โดยดอกเบี้ยที่ได้รับแต่ละงวดจะถูกนำกลับไปรวมกับเงินต้น เพื่อเป็นฐานใหม่ในการคำนวณดอกเบี้ยครั้งต่อไป ทำให้เงินต้นและดอกเบี้ยสะสมเติบโตแบบทวีคูณ ไม่ใช่แค่เพิ่มเท่าเดิม” ขนาดไอสไตน์ยังยกย่องให้เป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก"

โดยมีสูตรคำนวณจำนวนเงินรวมที่เราจะได้รับจากการออม = {เงินต้น} * [(1 + {อัตราดอกเบี้ย})^{จำนวนงวด}]

พลังของดอกเบี้ยทบต้น ขึ้นอยู่กับ

  • เงินต้น
  • ดอกเบี้ย
  • เงินออมในแต่ละงวด
  • ระยะเวลา
  • จำนวนงวดที่ดอกเบี้ยทบต้น

ซึ่งเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ input (วัตถุดิบ) process (กระบวนการ) output (ผลลัพธ์) ถ้าวัตถุดิบดี กระบวนการดี ผลลัพธ์จะออกมาดี

  • เงินต้น เงินออมในแต่ละงวด คือ วัตถุดิบ
  • ดอกเบี้ย ระยะเวลา คือ กระบวนการ
  • ความมั่งคั่งสุดท้าย คือ ผลลัพธ์

ถ้าเรามีเงินต้น เงินออมในแต่ละงวดมาก มีกระบวนการที่ดี คือ ออมได้ดอกเบี้ยเยอะ มีระยะเวลาการออมที่มากพอ ผลลัพธ์ คือ ความมั่งคั่งที่คาดหวังไว้ก็มีโอกาสเป็นจริงสูง

 

เรามาลองดูตัวอย่างกันนะ

ปรับเพิ่มเงินต้น ออมด้วยระยะเวลาเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เพิ่มเงินต้น

เงินต้น

ดอกเบี้ย/ปี

จำนวนงวด/ปี

เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด

ระยะเวลา (ปี)

ความมั่งคั่ง

1,000

3%

1

0

1

1,030.00

2,000

3%

1

0

1

2,060.00

ปรับเพิ่มดอกเบี้ย ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ระยะเวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มดอกเบี้ย

เงินต้น

ดอกเบี้ย/ปี

จำนวนงวด/ปี

เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด

ระยะเวลา (ปี)

 ความมั่งคั่ง

1,000

3%

1

0

1

1,030.00

1,000

5%

1

0

1

1,050.00

ปรับเพิ่มเงินออมแต่ละงวด ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม ระยะเวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มเงินออมระหว่างงวด

เงินต้น

ดอกเบี้ย/ปี

จำนวนงวด/ปี

เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด

ระยะเวลา (ปี)

 ความมั่งคั่ง

1,000

3%

1

0

1

1,030.00

1,000

3%

1

10

1

1,040.00

ปรับเพิ่มระยะเวลา ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม จำนวนงวด/ปีเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เพิ่มระยะเวลาออมนานขึ้น

เงินต้น

ดอกเบี้ย/ปี

จำนวนงวด/ปี

เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด

ระยะเวลา (ปี)

 ความมั่งคั่ง

1,000

3%

1

0

1

1,030.00

1,000

3%

1

0

2

1,060.90

ปรับเพิ่มจำนวนงวดที่ดอกเบี้ยทบต้น ออมด้วยเงินต้นเท่าเดิม ดอกเบี้ยเท่าเดิม ระยะเวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มจำนวนงวดที่ทบต้น/ปี ตัวอย่างเช่น ทบต้นปีละครั้ง เทียบกับ “ทบต้นปีละ 2 ครั้ง”

เงินต้น

ดอกเบี้ย/ปี

จำนวนงวด/ปี

เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด

ระยะเวลา (ปี)

 ความมั่งคั่ง

1,000

3%

1

0

1

1,030.00

1,000

3%

2

0

1

1,030.23

จะเห็นนะว่า ไม่ว่าเราจะปรับเพิ่มปัจจัยตัวไหนล้วนมีผลให้ผลลัพธ์ คือ ความมั่งคั่งเราเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเราสามารถปรับเพิ่มมากกว่า 1 ปัจจัยล่ะ ผลลัพธ์จะทวีคูณรึเปล่า

 

เรามาลองปรับเพิ่มเงินต้น เพิ่มจำนวนงวดที่ดอกเบี้ยทบต้น เพิ่มดอกเบี้ยเท่าเดิม เพิ่มเงินออมแต่ละงวด เพิ่มระยะเวลาการออมกันดูนะ

เงินต้น

ดอกเบี้ย/ปี

จำนวนงวด/ปี

เงินออมเพิ่มในแต่ละงวด

ระยะเวลา (ปี)

 ความมั่งคั่ง

1,000

3%

1

0

1

1,030.00

2,000

5%

2

10

2

2,249.15

สรุป 

  • ยิ่งเราปรับเพิ่มปัจจัยแต่ละตัวได้มากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งที่เราจะได้รับก็มากขึ้นเท่านั้น ความหมาย ก็คือ ยิ่งเราพยายามมากเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จก็มากขึ้นเท่านั้น
  • ยิ่งเราปรับเพิ่มจำนวนปัจจัยได้มากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งที่เราจะได้รับก็มากขึ้นเท่านั้น ความหมายก็คือเส้นทางแห่งความสำเร็จไม่ได้มีเส้นทางเดียว การเลือกเส้นทาง มีเงื่อนไขและความเหมาะสมแตกต่างกัน อย่างเช่น หากตอนนี้เรามีเงินเก็บไม่พอสำหรับเป้าหมาย เราอาจพิจารณาย้ายเงินที่กันไว้สำหรับเรื่องอื่นมาใช้เรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เราอยากมีเงินล้านตอนอายุ 60 ปี แต่ตอนนี้เรามีเงินเก็บสำหรับเป้าหมายเงินล้านเพียง 1 แสน เราก็อาจย้ายเงินที่กันไว้สำหรับซื้อมือถือรุ่นใหม่ หรือ ไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ ที่สำคัญน้อยกว่า มาเป็นเงินต้นสำหรับเป้า 1 ล้านของเราก็ได้ หรือแม้เราไม่มีเงินเก็็บ็็บอื่น เราก็อาจเพิ่มเงินออมโดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือออมเพิ่มตอนได้โบนัสก็ได้ หรือเราอาจเลือกเพิ่มผลตอบแทนโดยย้ายเงินไปฝากในที่ๆให้ดอกเบี้ยสูงก็ได้ ฯลฯ

สิ่งที่น่าคิดต่อ ก็คือ ประโยคเต็มของคำกล่าวไอสไตน์ ที่ว่า

"ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก ใครที่เข้าใจและใช้มันเป็น ก็จะได้รับผลตอบแทน ใครที่ไม่เข้าใจ ก็จะต้องเป็นฝ่ายจ่ายมันไป"

“ใครที่เข้าใจและใช้มันเป็น ก็จะได้รับผลตอบแทน” เราคุยกันไปแล้ว แต่ “ใครที่ไม่เข้าใจ ก็จะต้องเป็นฝ่ายจ่ายมันไป" แปลว่า อะไร

พลังดอกเบี้ยทบต้น เหมือนเหรียญ 2 ด้าน ถ้าเราใส่วัตถุดิบดี กระบวนการดี ผลลัพธ์ก็ดี ดังที่กล่าวแล้ว แต่ถ้าตรงข้ามล่ะ  เราใส่วัตถุดิบแย่ กระบวนการแย่ ผลลัพธ์ก็จะแย่ ตัวอย่างเช่น

  • แทนที่เราจะสร้างเงินเก็บ เรากลับสร้างเงินกู้ ดอกเบี้ยแทนที่จะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากกลับเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ (ซึ่งปกติจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมาก อย่างเช่น ดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 16%/ปี เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 1%/ปี ต่างกันถึง 16 เท่า) ยิ่งปล่อยหนี้ไว้นานเท่าไหร่ เรายิ่งจ่ายเงินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่จำเป็น อย่าก่อหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง
  • หรือแม้แต่เราไม่เป็นหนี้ แต่รู้มั๊ย ค่าใช้จ่ายของเราเพิ่มขึ้นทุกๆวัน ที่เราเรียกกันว่า “เงินเฟ้อ” ค่าใช้จ่ายวันนี้ คือ เงินต้น เงินเฟ้อ ก็เหมือน ดอกเบี้ยของค่าใช้จ่าย ปัจจุบันอยู่ที่ 3.1%/ปี (ภาพข้างล่าง) แปลว่า ของที่วันนี้เราซื้อ 100 บาท จะแพงขึ้นเป็น 116.49 บาทในอีก 5 ปีข้างหน้า และเป็น 135.70 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

 

กฎเลข 72 (Rule of 72)

เมื่อพลังดอกเบี้ยทบต้นสำคัญ แต่วิธีคิดยุ่งยาก ถ้าไม่มีความรู้ทางการเงินมาบ้าง หรือ ไม่มีเครื่องคิดเลขทางการเงิน เราจะมีวิธีคิดง่ายๆมั๊ยว่า เราจะมีเงินเท่าไหร่ คำตอบคือ “มีนะ” คือ กฎเลข 72 (Rule of 72)

กฎเลข 72 (Rule of 72) คือ สูตรลัดคำนวณระยะเวลาเงินเราจะโตเป็นเป็น 2 เท่า โดย

ระยะเวลาเงินจะโตเป็น 2 เท่าของเงินต้น จะเท่ากับ 72 / อัตราดอกเบี้ยต่อปี

  • ถ้าดอกเบี้ยที่เราได้จะฝากแบงค์อยู่ที่ 1%/ปี แปลว่า เงินฝากเราจะโตเป็น 2 เท่า จะใช้เวลาเท่ากับ 72/1 = 72 ปี
  • ถ้าเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.1%/ปี แปลว่า ค่าใช้จ่ายเราจะเพิ่มเป็น 2 เท่า จะใช้เวลาเท่ากับ 72/3.1 = 23.23 ปี

สรุป คือ ของแพงขึ้นเร็วกว่าเงินฝากเรา ดังนั้น ถ้าเราต้องการมีเงินพอใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต อย่างน้อยดอกเบี้ยที่เราได้รับต้องมากกว่าเงินเฟ้อ

“แล้วถ้าเพิ่งเริ่มตอนนี้...ยังทันอยู่ไหมที่จะสร้างเงินก้อนสำหรับอนาคต?”

ทีนี้มาถึงคำถามที่น้องเมย์ถามไว้ อ่านคำถามนี้ปุ๊บ ประโยคหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเลย ก็คือ “มาช้า ดีกว่า ไม่มา” สำนวนที่ติดปากใครหลายๆ คน ในภาษาอังกฤษเองก็มีสำนวนนี้เช่นกัน คือ “Better late than never.” หมายถึง “ทำช้าดีกว่าไม่ทำเลย” หรือ “มาช้าดีกว่าไม่มา” นั่นเอง ทำไมถึงนึกถึงคำพูดนี้

ถ้าน้องเมย์ต้องการมีเงิน 1 ล้าน ในอีก 10 ปี ข้างหน้า โดยปัจจุบันน้องเมย์มีเงินเก็บ 1 แสนบาท แต่น้องเมย์ไม่ทำอะไรเลย ความต้องการก็คงเป็นความฝัน แต่ถ้าน้องเมย์ใช้พลังของดอกเบี้ยทบต้น น้องเมย์อาจมีเงิน 1 ล้าน หรือ มากกว่า หรือแม้ได้ไม่ถึง 1 ล้าน แต่น้องเมย์ก็จะมีเงินมากกว่าตอนนี้แน่นอน

“ทันมั๊ย?”

คำถามนี้น้องเมย์ต้องถามตัวเองก่อนนะว่า “ต้องการเงินเท่าไหร่? ภายในเมื่อไหร่? ทำไมต้องเป็นเงินเท่านั้น? และทำไมต้องได้ตอนนั้น?” ก็คือ การหาเป้าหมายการเงินที่เหมาะสมนั่นเอง เช่น ต้องการเงินไปดาวน์บ้าน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็นต้น

เมื่อรู้เป้าหมายชัดเจน จะทันไม่ทัน ดูไม่ยากล่ะ ถ้าน้องเมย์มีเงินเก็บตอนนี้ 1 แสนบาท เก็บเพิ่มได้ปีละ 1 หมื่นบาท น้องเมย์ต้องหาการออมที่ให้ผลตอบแทน 53.74%/ปี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้ แต่อย่าเพิ่งถอดใจนะ เรายังมีวิธีอื่นอีกเยอะ

  • น้องเมย์ย้ายเงินที่กันไว้ใช้อย่างอื่นมาเป็นเงินเก็บสำหรับดาวน์บ้านได้เปล่า สมมติย้ายมาได้ 1 แสน รวมของเก่าเท่ากับ 2 แสน น้องเมย์ต้องหาการออมที่ให้ผลตอบแทน 35.10%/ปี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้
  • น้องเมย์เพิ่มเงินออมเป็น 30,000 บาท/ปี น้องเมย์ยังต้องหาการออมที่ให้ผลตอบแทน 29.59%/ปี ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้เช่นกัน
  • ถ้าอย่างนั้น ลองปรับลดเงินดาวน์ที่ต้องการลงจาก 1 ล้าน เป็น 5 แสน ผลตอบแทนการออมน้องเมย์ต้องการจะเหลือเพียง 9.71%/ปี ซึ่งพอจะเป็นไปได้ หรือ
  • ถ้าน้องเมย์ต้องการเงินดาวน์ 1 ล้านเท่าเดิม ลองเพิ่มระยะเวลาจาก 5 ปี เป็น 10 ปี ผลตอบแทนการออมน้องเมย์ต้องการจะเหลือเพียง 10.04%/ปี ซึ่งพอจะเป็นไปได้

กุญแจความสำเร็จ: คือ น้องเมย์ต้องเริ่มเร็วเพื่อให้มีระยะเวลาการออมให้มากที่สุด และลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) เพื่อให้เวลากับเงินได้ทำงาน

“ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการไม่เสี่ยงกับอะไรเลย เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์ที่ล้มเหลวแน่นอน คือ การไม่ยอมเสี่ยงทำอะไรเลย"   Mark Zuckerberg

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th