logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: ประกันภัย

ประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอสำหรับคนข้างหลัง

คุณเอ็ม อายุ 40 ปี เสาหลักของบ้าน มีลูก 2 คน ภรรยาเป็นแม่บ้าน ไม่มีประกันชีวิตเลยเพราะคิดว่า "ยังไม่ตาย ไม่ต้องซื้อหรอก" เพิ่งมีเพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันเสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุ เริ่มกลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ครอบครัวจะอยู่ยังไง 

คำถาม: "ผมเป็นเสาหลักคนเดียวของบ้าน ยังไม่เคยทำประกันชีวิตเลย ควรเริ่มยังไง ต้องซื้อเท่าไหร่ถึงจะพอครับ?”


คุณเอ็มคะ ก่อนอื่นอยากชวนมองประกันชีวิตในอีกมุมหนึ่งก่อนค่ะ

ประกันชีวิตไม่ใช่การซื้อเผื่อว่าเราจะเสียชีวิต แต่เป็นการวางแผนเพื่อให้คนที่เรารัก ยังสามารถใช้ชีวิตต่อได้ หากวันหนึ่งเราไม่สามารถดูแลเขาได้

หลายคนมักเริ่มสนใจประกันชีวิต หลังจากได้ยินข่าวคนรู้จักหรือเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณเอ็มเช่นกัน ความรู้สึกตกใจหรือกังวลแบบนี้เป็นเรื่องปกติ และบางครั้งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกลับมาทบทวนแผนการเงินของครอบครัว

ในมุมของนักวางแผนการเงิน CFP เราจะไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "ควรซื้อประกันกี่ล้านบาท" แต่จะเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่าคือ "หากวันนี้คุณเอ็มไม่อยู่ ครอบครัวจะต้องใช้เงินเท่าไร จึงจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้"

เหตุผลก็เพราะแต่ละครอบครัวมีภาระและเป้าหมายแตกต่างกัน คนที่มีลูกเล็ก มีหนี้บ้าน หรือมีพ่อแม่ที่ต้องดูแล ย่อมมีความต้องการความคุ้มครองไม่เท่ากับคนที่ยังโสด หรือคนที่ลูกเติบโตและสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว

นักวางแผนการเงินมักใช้หลัก Needs Approach (หรือ Insurance Needs Analysis) ในการประเมินทุนประกันชีวิต ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้มาก เพราะคำนึงถึง "ความต้องการทางการเงินของครอบครัว" มากกว่าการกำหนดตัวเลขแบบเหมารวม โดยหลักการแล้ว จะประเมินจาก 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้

 

1. ครอบครัวต้องใช้เงินดำรงชีวิตอีกกี่ปี

เมื่อคุณเอ็มเป็นผู้หารายได้หลัก หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน รายได้ของครอบครัวก็อาจหายไปทันที

จึงต้องประเมินว่า ครอบครัวจะต้องมีเงินใช้ต่ออีกกี่ปี เช่น จนกว่าลูกจะเรียนจบ หรือจนกว่าภรรยาจะสามารถกลับไปประกอบอาชีพและมีรายได้เพียงพอ

ตัวอย่างเช่น หากครอบครัวมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 60,000 บาท และต้องการให้มีเงินใช้ต่ออีก 15 ปี

60,000 × 12 × 15 = 10.8 ล้านบาท

แน่นอนว่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะในชีวิตจริงอาจต้องปรับลด หากภรรยาสามารถกลับไปทำงาน มีรายได้จากทรัพย์สิน หรือมีแหล่งรายได้อื่นเข้ามาทดแทน

 

2. ยังมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระหรือไม่

หนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากไม่มีเงินก้อนมาชำระ ภาระเหล่านี้อาจตกไปอยู่กับคนในครอบครัว เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้ธุรกิจ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล

หลายครอบครัวอาจจำเป็นต้องขายบ้านหรือทรัพย์สินสำคัญ หากไม่มีเงินเพียงพอสำหรับชำระหนี้ ดังนั้นยอดหนี้คงเหลือจึงควรนำมารวมในการคำนวณความต้องการประกันชีวิตด้วย

 

3. มีเป้าหมายทางการเงินอะไรที่อยากให้ครอบครัวทำต่อได้

หลายคนตั้งใจส่งลูกเรียนจนจบมหาวิทยาลัย หรือมีเป้าหมายอื่น เช่น การดูแลพ่อแม่ หรือการเก็บเงินไว้ให้คู่สมรสใช้ในวัยเกษียณ เป้าหมายเหล่านี้ควรนำมาคิดรวมด้วย เพราะหากไม่มีการเตรียมไว้ ความฝันของทั้งครอบครัวอาจสะดุดลงเมื่อผู้หารายได้หลักจากไป

 

4. ครอบครัวมีทรัพย์สินหรือแหล่งเงินอื่นอยู่แล้วเท่าไร

เมื่อคำนวณว่า "ครอบครัวต้องใช้เงินเท่าไร" แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือดูว่า "มีเงินอยู่แล้วเท่าไร"

ตัวอย่างทรัพย์สินและแหล่งเงินที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

· เงินออม

· เงินลงทุน

· กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

· เงินชดเชยจากนายจ้าง

· เงินจากประกันสังคม

· ประกันชีวิตที่มีอยู่แล้ว

· ทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้ได้

เมื่อนำทรัพย์สินเหล่านี้มาหักออก ส่วนที่ยังขาดอยู่ จึงเป็นจำนวนทุนประกันชีวิตที่ควรพิจารณา

ตัวอย่างเช่น หากประเมินแล้วว่าครอบครัวต้องใช้เงินประมาณ 15 ล้านบาท แต่มีเงินออม เงินลงทุน และสวัสดิการรวมกัน 5 ล้านบาท ก็อาจพิจารณาทุนประกันประมาณ 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขที่เหมาะสมควรผ่านการวิเคราะห์จากข้อมูลจริงของแต่ละครอบครัว

หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำว่า "ควรมีประกันชีวิตประมาณ 10 เท่าของรายได้ต่อปี" หรือ "15 เท่าของรายได้"

แนวทางดังกล่าวสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินคร่าวๆ ได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะคนที่มีรายได้เท่ากัน อาจมีภาระและความจำเป็นแตกต่างกันอย่างมาก คนที่มีรายได้เดือนละ 100,000 บาท ไม่มีหนี้ ไม่มีลูก ย่อมมีความต้องการประกันชีวิตต่างจากคนที่มีรายได้เท่ากัน แต่กำลังผ่อนบ้านและมีลูกเล็กสองคน

 

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ หลายคนคิดว่า "ตอนนี้ยังแข็งแรง ไว้ค่อยซื้อก็ได้"

แต่ในความเป็นจริง เบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นตามอายุ และหากในอนาคตมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคร้ายแรงบางชนิด อาจต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงขึ้น ถูกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือบางครั้งบริษัทประกันอาจไม่สามารถรับประกันได้ ดังนั้น การเริ่มวางแผนในวันที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มักทำให้มีทางเลือกมากกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่า

 

Action Plan สำหรับคุณเอ็ม หากจะเริ่มวางแผนวันนี้ ดิฉันแนะนำให้ดำเนินการเป็นลำดับ ดังนี้

  1. รวบรวมข้อมูลทางการเงินของครอบครัว เช่น รายได้ รายจ่าย หนี้สิน เงินออม เงินลงทุน เพื่อให้เห็นภาพรวมของฐานะการเงินในปัจจุบัน
  2. ประเมินความต้องการทางการเงินของครอบครัว หากคุณเอ็มไม่สามารถหารายได้ได้แล้ว ครอบครัวจะต้องใช้เงินเท่าไร ทั้งสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ การชำระหนี้ และเป้าหมายสำคัญ เช่น การศึกษาของบุตร
  3. ตรวจสอบสวัสดิการจากนายจ้างและความคุ้มครองที่มีอยู่แล้ว เพื่อประเมินว่าปัจจุบันมีความคุ้มครองเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการซื้อประกันมากเกินความจำเป็น
  4. คำนวณทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมด้วยหลัก Needs Approach และเลือกแบบประกันที่สอดคล้องกับเป้าหมาย งบประมาณ และความสามารถในการชำระเบี้ยประกัน
  5. ทบทวนแผนทุก 2-3 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น มีบุตรเพิ่ม ซื้อบ้าน เปลี่ยนงาน หรือมีภาระทางการเงินใหม่ เพราะความต้องการความคุ้มครองย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงชีวิต

 

สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ว่า ประกันชีวิตไม่ใช่การลงทุนเพื่อให้ตัวเราได้รับผลตอบแทน แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวในวันที่ผู้หารายได้หลักไม่สามารถทำหน้าที่ต่อได้

หากวันนั้นไม่เคยมาถึง นั่นถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะแปลว่าเรายังได้ใช้ชีวิตกับคนที่เรารักต่อไป แต่หากวันนั้นเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยเราจะมั่นใจได้ว่า คนที่เรารักจะไม่ต้องเผชิญทั้งความสูญเสียและปัญหาทางการเงินในเวลาเดียวกัน

สำหรับคำถามของคุณเอ็มว่า "ควรซื้อเท่าไหร่ถึงจะพอ" คำตอบจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่คือจำนวนเงินที่เพียงพอให้ครอบครัวยังคงใช้ชีวิตและเดินหน้าต่อได้ ตามเป้าหมายและวิถีชีวิตที่คุณตั้งใจไว้ค่ะ

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th