logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: ภาษีและมรดก

รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย

 

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักกังวลกัน ก็หนีไม่พ้น 2 เรื่องที่แน่นอน คือ “ความตาย” และ “ภาษี” หากพูดถึงความตาย เจ้าของธุรกิจมักจะกังวลว่า ธุรกิจที่สร้างมากับมือจะไปพร้อมกับตัวเอง ตามคำสาปรุ่นที่สาม ที่ว่า “รุ่นหนึ่งสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำลาย”

จากงานวิจัยของ PwC และ Family Business Institute พบว่า

  • รุ่นที่ 1 อัตราการอยู่รอดอยู่ที่ 100%
  • รุ่นที่ 2 อัตราการอยู่รอดอยู่ที่ 30%
  • รุ่นที่ 3 อัตราการอยู่รอดเหลือเพียง 12%
  • รุ่นที่ 4 อัตราการอยู่รอดเหลือแค่ 3%
  • รุ่นที่ 5 อัตราการอยู่รอดเหลือแค่ 1%

หรือ สรุปได้ง่ายๆ ว่า ธุรกิจครอบครัวไทยจะอยู่รอดเพียง 1% ใน 5 รุ่น และที่น่าเศร้า ก็คือ เมื่อสำรวจ พบว่าธุรกิจครอบครัวไทยที่มีอายุเกินร้อยปีมีไม่ถึง 10 บริษัท และในจำนวนนี้มีเพียงครึ่งเดียวที่เป็นเจ้าของเดิม

สาเหตุหลักคือ 1) เจ้าของไม่ยอมปล่อยอำนาจ 2) ทายาทไม่พร้อม 3) ไม่มีแผนโอนกิจการ 4) ไม่มีธรรมาภิบาล 5) ไม่มีแผนภาษี

ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหลายคนจึงสนใจที่จะวางแผนเพื่อให้สิ่งที่ตนรักมากที่สุด คือ ครอบครัว และ ธุรกิจประจำตระกูล อยู่ได้อย่างมั่งคั่ง และ มั่นคง ตลอดไป อย่างเช่น กรณีของคุณวิชัย

 

คุณวิชัย 55 ปี เจ้าของธุรกิจ SME มีลูกชาย 1 คนอายุ 28 ปี กำลังเรียนรู้งานเพื่อรับช่วงต่อกิจการ แต่คุณวิชัยกังวลเรื่องภาษี การโอนหุ้น และจะวางแผนยังไงให้ลูกรับช่วงต่อได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาทางกฎหมายหรือภาษีตามมาทีหลัง

คำถาม: "ผมอยากส่งต่อกิจการให้ลูกชาย แต่กลัวมีปัญหาภาษีหรือข้อกฎหมายทีหลัง ควรเริ่มวางแผนตอนนี้ยังไงดีครับ?"

 

จากงานศึกษาจาก PwC, Family Business Institute และนักวิจัยด้านธุรกิจครอบครัว เช่น John L. Ward และ Kelin E. Gersick ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความสำเร็จของการส่งต่อกิจการขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  • เริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 5–10 ปี
  • พัฒนาความพร้อมของผู้สืบทอดอย่างเป็นระบบ
  • แยกบทบาท "เจ้าของ" กับ "ผู้บริหาร" ให้ชัดเจน
  • จัดทำธรรมาภิบาลของครอบครัวและธุรกิจ
  • วางแผนภาษีและกฎหมายตั้งแต่ต้น

การส่งต่อธุรกิจครอบครัว (Family Business Succession) ให้ประสบความสำเร็จโดยไม่มีปัญหาภาษีและกฎหมายตามหลัง เราต้องวางแผนควบคู่กัน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติจิตวิทยาทางการเงิน (Financial Psychology), มิติทางกฎหมายและภาษี (Legal & Tax), และมิติการบริหารจัดการธุรกิจ (Business Governance)

 

มิติจิตวิทยาการเงินและการปรับตัว (Financial Psychology)

ในวัย 55 ปี คุณวิชัยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาทางการเงินที่พบได้บ่อยในเจ้าของ SME:

  • Founder’s Syndrome & Loss of Control Anxiety: ความกังวลว่าจะเสียการควบคุมกิจการที่สร้างมากับมือ การส่งมอบหุ้นก้อนใหญ่ทีเดียวมักสร้างความเครียดทางจิตวิทยาโดยไม่รู้ตัว
  • Next-Gen Competence Gap: ความไม่มั่นใจในตัวลูกชายวัย 28 ปี แม้ลูกจะตั้งใจเรียนรู้ แต่การก้าวกระโดดจาก "ผู้เรียนงาน" มาเป็น "ผู้รับผิดชอบความเสี่ยง" ต้องใช้เวลาสร้าง Self-Efficacy (ความเชื่อมั่นในตนเอง)

แนวทางจัดการทางจิตวิทยา:

  • ใช้กลยุทธ์ "Decoupling Voting Rights from Economic Value" คือแยก "สิทธิในการรับปันผล/มูลค่าหุ้น" ออกจาก "สิทธิในการตัดสินใจบริหาร" ในช่วงแรก เพื่อให้คุณวิชัยยังมีอำนาจคุมทิศทางใหญ่ ในขณะที่ลูกชายทยอยสะสมหุ้นและอำนาจบริหาร

 

มิติทางกฎหมายและภาษี (Legal & Tax), และมิติการบริหารจัดการธุรกิจ (Business Governance)

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านการบริหารกิจการและภาษีในอนาคต คุณวิชัยลองพิจารณาทำตามแผนการดำเนินงานเชิงปฏิบัติ 4 ระยะ (4-Phase Actionable Roadmap) ดังนี้

Phase 1: การจัดโครงสร้างทางกฎหมายและเอกสาร (เดือนที่ 1 - 6)

  • การประเมินมูลค่าหุ้น (Share Valuation): ให้ผู้สอบบัญชีคำนวณมูลค่าหุ้นตามส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Asset Value: NAV) เพื่อใช้อ้างอิงราคาในการโอนหุ้น
  • การร่างสัญญารุ่นผู้ถือหุ้น (Shareholders Agreement) & ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution):
    • กำหนดข้อบังคับการโอนหุ้น เช่น ห้ามขายหุ้นให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากครอบครัว
    • กำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลและการรับเข้าทำงานของคนในครอบครัว
  • จัดสรรโครงสร้างหุ้น (Reorganize Share Capital): แปลงหุ้นบางส่วนเป็น หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Shares) หรือจัดตั้ง Holding Company เพื่อแยกสินทรัพย์ดำเนินงานออกจากสินทรัพย์กู้ยืม

Phase 2: การทยอยโอนหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพทางภาษี (ปีที่ 1 - 3)

  • ใช้สิทธิยกเว้นภาษีการรับให้ (Gift Tax Exemption): ทยอยโอนหุ้นให้ลูกชายไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีภาษี 
  • บริหารงวดการโอน: หากมูลค่าบริษัทสูงกว่า 20 ล้านบาท ให้กระจายการโอนออกเป็นหลายปีภาษี เพื่อไม่ต้องเสียภาษีการรับให้อัตรา 5% ในส่วนที่เกิน

Phase 3: การมอบอำนาจบริหารและวัดผล (ปีที่ 3 - 5)

  • แต่งตั้งลูกชายเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ (Director): มอบหมายความรับผิดชอบเฉพาะ Business Unit หรือโครงการใหม่ที่มีกรอบงบประมาณชัดเจน
  • ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการลงนาม (Authorized Signatories): เริ่มต้นด้วยการลงนามร่วม (คุณวิชัย + ลูกชาย) ก่อนขยับเป็นลูกชายลงนามเดี่ยวตามวงเงินที่กำหนด

Phase 4: การส่งมอบเต็มรูปแบบและบทบาทประธานปรึกษา (ปีที่ 5 เป็นต้นไป)

  • คุณวิชัยขยับบทบาทไปเป็น ประธานกรรมการ/ที่ปรึกษา (Chairman / Senior Advisor) ดูภาพรวมกลยุทธ์ระดับสูง และปล่อยให้ลูกชายบริหารงานรายวัน (CEO/MD) เต็มตัว

 

เพิ่มเติม รายละเอียดกฎหมายและภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง (Tax & Legal Rules)

สรุปภาระภาษีการโอนหุ้นบริษัทเอกชน (Non-Listed Shares)

ประเภทภาษี/ค่าธรรมเนียม

ฝั่งผู้โอน (คุณวิชัย)

ฝั่งผู้รับ (ลูกชาย)

ข้อควรระวัง / แนวทางวางแผน

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ยกเว้น (หากเป็นการให้โดยเสน่หาตามประเพณี)

ยกเว้น เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท/ปีภาษี

ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา 5% (ตามมาตรา 42(27) ประมวลรัษฎากร)

อากรแสตมป์ (Stamp Duty)

เสีย 0.1% ของมูลค่าหุ้นที่โอน หรือราคาตราสาร แล้วแต่มูลค่าใดสูงกว่า

-

ใช้แบบ อ.ส.4 ยื่นเสียอากรแสตมป์ภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญาโอนหุ้น

ภาษีเมื่อลูกขายหุ้นในอนาคต

-

เสียภาษีเงินได้ปกติจาก กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain)

เนื่องจากลูกคุณวิชัยได้รับหุ้นมาฟรีๆ กำไรจากการขายหุ้นจะคิดจากต้นทุนหุ้นที่ลูกรับมาโดยเสน่หา กรณีนี้ให้มูลค่าทางบัญชี ณ วันที่โอน ลูกคุณวิชัยจึงต้องเก็บหลักฐานที่ผู้สอบบัญชีคำนวณมูลค่าทางบัญชีไว้ใน phase 1 ให้ดี

 

ขั้นตอนการโอนหุ้นโดยเสน่หา

  • ทำสัญญาโอนหุ้น: ทำเป็นหนังสือระบุรายละเอียดเลขหมายหุ้น ผู้โอน และผู้รับโอน โดยไม่มีค่าตอบแทน (ให้โดยเสน่หา) ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายและมีพยานรับรอง
  • บันทึกในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น: บริษัทต้องนำรายการโอนมาจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท การโอนจึงจะสมบูรณ์และใช้อ้างอิงบริษัทหรือบุคคลภายนอกได้
  • ยื่น บอจ.5 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: แจ้งปรับปรุงรายชื่อผู้ถือหุ้นให้นายทะเบียนทราบ แม้การโอนจะมีผลทางกฎหมายเมื่อบันทึกทะเบียนแล้ว แต่ต้องยื่น บอจ.5 ให้ถูกต้องเพื่อเป็นหลักฐานทางทะเบียนสาธารณะ

 

ผลทางกฎหมาย (มาตรา 1129)

  • หากไม่มีสัญญาโอน: การโอนจะไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
  • หากไม่ได้จดแจ้งในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น: จะไม่สามารถใช้ต่อสู้หรืออ้างสิทธิ์ (โมฆะ/ใช้ยันไม่ได้) ต่อบริษัทและบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตได้
  • ภาษีที่เกี่ยวข้อง: การโอนหุ้นโดยเสน่หาให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่น อาจมีประเด็นเรื่องภาษีการรับให้ (Gift Tax) ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรหากมูลค่าเกินกำหนด

 

ภาระหนี้สินของกิจการ

เจ้าของธุรกิจ SME หลายรายมักจะหาเงินทุนในการทำธุรกิจจากเงินกู้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ภาระหนี้สินเป็นปัญหาในการส่งต่อธุรกิจ คุณวิชัยจึงควรทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระหนี้สินเอาไว้ด้วย โดยอาจทำในรูปแบบซื้อประกันชีวิตเอง หรือ ประกัน keyman protection ที่กิจการเป็นผู้ชำระเบี้ย ผู้เอาประกัน คือ คุณวิชัย(เจ้าของกิจการ) โดยเบี้ยที่ชำระสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ก็ถือเป็นเงินได้ของคุณวิชัยที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ แบบประกันที่เหมาะสม คือ แบบที่เน้นความคุ้มครองมากๆ อย่างเช่น ประกันชีวิตแบบคุ้มครองตลอดชีพ หรือแบบระยะเวลา

นอกจากข้อดีในการช่วยเรื่องภาระหนี้สินแล้ว แม้ว่ากิจการอาจไม่มีหนี้ แต่ทุนประกันที่ลูกได้ ก็จะเป็นเงินสำรองสำหรับใช้ยามเปลี่ยนผ่านธุรกิจที่อาจสะดุดจากความไม่ไว้วางใจของคู่ค้า หรือ ลูกค้า ได้อีกทางหนึ่งด้วย

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th