logo
  • หน้าหลัก
  • เกี่ยวกับสมาคม
  • ประเภท/สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
  • เอกสารดาวน์โหลด
  • แหล่งข้อมูล
  • FAQ
  • ติดต่อเรา
Previous Next
แหล่งข้อมูล
  • ประกาศสมาคม
  • ข่าวสมาคม
  • กิจกรรมสมาคม
  • เอกสารเผยแพร่
  • วิดีโอ
  • หน่วยงานพันธมิตร
บทความ: บริหารจัดการเงิน

ขายทองปิดหนี้ดีมั๊ย?
 

ช่วงนี้คนมีเงินก็มีปัญหา ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี เพราะอะไรก็ดูเสี่ยงไปหมด ส่วนคนที่มีงานก็กลัวตกงาน ข้อมูลการว่างงานในระบประกันสังคม พบว่า ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ 2.00% เพิ่มขึ้นจาก 1.88% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการเลิกกิจการ/โรงาน จึงในช่วง 3 เดือนแรกของปีมีโรงงานปิดไป 163 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.4% และมีกิจการเลิกดำเนินการ 3,236 แห่ง เพิ่มขึ้นขึ้น 4.7%

รายได้เริ่มไม่แน่นอน แต่ค่าใช้จ่ายเอย หนี้เอย ยังมีอยู่ จะทำไงดี เหมือนอย่างน้องท่านนี้

“หนูเป็นพนักงานบริษัท รายได้ต่อเดือน 15,000 บาท ที่ผ่านมาบริษัทฯ เริ่มมีปลดพนักงานออกไปบางส่วน เลยเริ่มมีความกังวล ตอนนี้อายุ 30 ปี มีลูก 1 คน เช่าบ้านอยู่ และมีหนี้สิน ต้องจ่ายเดือนละ 4,500 บาท ซึ่งจะหมดใน 4 เดือนข้างหน้า อยากจะขายทองเพื่อมาปิดหนี้ เพราะรู้สึกเหนื่อยและกังวล เลยอยากจะปรึกษาว่า เราควรจะขายทองมาปิดหนี้ หรือ ทยอยใช้หนี้จนถึงกำหนด ดีคะ?”

เข้าใจความรู้สึกเลยนะ ความกังวลเรื่องความมั่นคงในงานบวกกับภาระค่าใช้จ่าย และหนี้สินในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่มีลูกน้อย เป็นแรงกดดันที่สร้างความเหนื่อยล้าทางใจได้มาก การอยากหลุดพ้นจากภาระนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อให้สมองโล่งขึ้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากๆ นะ

เรามาวิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียด ทั้งในมุมตัวเลข ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยาการเงิน เพื่อช่วยให้น้องตัดสินใจเลือกทางที่ตอบโจทย์และสบายใจที่สุดกันนะ

การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือก (Financial Analysis)

ตอนนี้น้องมีหนี้ ต้องผ่อนจ่ายเดือนละ 4,500 บาท ซึ่งจะหมดใน 4 เดือนข้างหน้า รวมเป็นเงินประมาณ 18,000 บาท จากยอดหนี้และช่วงเวลาที่พี่ตอบกรณีนี้ ไม่แน่ใจว่าวันนี้น้องแก้หนี้ หรือ ตัดสินใจอย่างไร แต่ยังไงก็ตาม พี่ก็ขอตอบโดยสมมติคำถามที่น้องถาม คือถามวันนี้นะ

ลองมาดูข้อดี-ข้อเสียของทั้ง 3 ทางเลือกกันนะ:

ทางเลือกที่ 1: ขายทองเพื่อปิดหนี้ทันที

  • ข้อดี:
    • เพิ่มกระแสเงินสดทันที: น้องจะได้เงิน 4,500 บาทต่อเดือนกลับคืนมาในกระเป๋าทันที ตั้งแต่เดือนนี้ ทำให้มีสภาพคล่องไปดูแลลูกและค่าเช่าบ้าน
    • ลดความกังวลว่าทองจะราคาลงต่อไปอีก ซึ่งก็น่ากังวล เพราะข้อมูลล่าสุดจากพฤติกรรมของกองทุน SPDR* ยังคงแสดงให้เห็นว่ามีการลดการถือครองทองคำต่อเนื่อง โดยยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่ากระแสเงินทุนขนาดใหญ่ยังไม่ได้กลับเข้ามาหนุนตลาดทองอย่างจริงจัง
    • ลดความเครียด: ปลดล็อกความกังวลใจเรื่องหนี้สิ้นเชิง จิตใจโล่งขึ้นพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ทำงาน
  • ข้อเสีย:
    • สูญเสียสินทรัพย์สภาพคล่อง/เงินสำรอง: ทองคำคือ "เงินสำรองฉุกเฉกเฉินชั้นดี" หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน (เช่น ตกงาน) ทองคำสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย การขายไปตอนนี้เท่ากับเราหมดเกราะกำบังชิ้นสำคัญ
    • สูญเสียโอกาสที่ทองจะราคาสูงขึ้น สังเกตได้จากเวลามีข่าวว่าคู่ขัดแย้งกำลังจะเจรจากันได้ หรือ มีสัญญาณบวกว่าจะสงบศึก ทองมักจะขึ้น เหตุผลเพราะเมื่อความกังวลเรื่องสงครามจบ ราคาน้ำมันก็จะดิ่งลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็จะคลี่คลาย ตลาดก็จะคาดการณ่วา “ธนาคารกลางสหรัฐฯมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาลง ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ทองคำน่าสนใจ จึงทำให้ราคาทองคำขึ้น แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมแบบนี้มักจะเกิดในระยะสั้นๆช่วงที่มีกระแสข่าว แต่เมื่อสงครามจบถาวรและทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ นักลงทุนมักจะเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ฯลฯ ทำให้ทองคำไม่น่าสนใจ

สรุป สิ่งที่ควรกังวลจากทางเลือกนี้ คือ ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง หากน้องขายทองเพื่อใช้หนี้ น้องอาจแก้ปัญหาหนี้ได้จริง แต่หากน้องต้องตกงานจริงๆ ตอนนั้น น้องจะไม่มีทรัพย์สินที่ขายได้ง่ายๆ (มีสภาพคล่องสูง) เพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายเลย

ทางเลือกที่ 2: ทยอยจ่ายตามงวดจนครบ

  • ข้อดี:
    • รักษาทองคำไว้เป็นเงินสำรอง: ในภาวะที่บริษัทมีความเสี่ยง การมีทองคำอยู่กับตัวเปรียบเสมือนมีเบาะรองรับหากเกิดวิกฤตสลับซับซ้อน
    • เหลือเวลาอีกไม่นาน: หนี้จะหมดในอีกเพียง 4 เดือนข้างหน้า ถือเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก
  • ข้อเสีย:
    • ตึงตัวในระยะสั้น: ต้องทนเหนื่อยและบริหารเงินอย่างเข้มงวดไปอีก 4 เดือน โดยมีรายได้ 15,000 บาท หักค่าหนี้ 4,500 บาท จะเหลือ 10,500 บาท สำหรับค่าเช่าบ้าน ค่านมลูก และค่ากินอยู่

ทางเลือกที่ 3: ทยอยจ่ายตามงวดจนครบ และขายทองคำเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องอย่างอื่นในจังหวะที่ทองคำปรับราคาสูงขึ้น อย่างเช่น

  • บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง (e-Savings) ข้อดี คือ เงินต้นไม่ลด และถอนออกมาใช้ได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันมือถือตลอด 24 ชั่วโมง ​ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 1.5% - 2.5% ต่อปี
  • กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ​กองทุนประเภทนี้จะนำเงินไปลงทุนในตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือเงินฝากธนาคาร ถือเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่อยากได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากทั่วไปอีกนิด แต่ความเสี่ยงต่ำใกล้เคียงกัน ​ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 1.8% - 2.5% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย) ขายวันนี้ ได้เงินวันทำการถัดไป (T+1)
  • กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term Fixed Income Fund) ​กองทุนนี้จะขยับไปลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี (Investment Grade) เพิ่มเข้ามาด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ​ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 2.2% - 3.2% ต่อปี ขายวันนี้ มักจะได้เงิน T+1 หรือ T+2 (ได้เงินภายใน 1-2 วันทำการหลังกดขาย) เหมาะสำหรับการพักเงินระยะสั้นถึงกลาง (3 เดือน - 1 ปี) มีความผันผวนของราคาเล็กน้อยตามทิศทางดอกเบี้ย แต่ยังคงสภาพคล่องที่ดี
  • ข้อดี:
    • สร้างสินทรัพย์สภาพคล่องที่ไม่ผันผวนเหมือนทองคำ ไว้เป็นเงินสำรองแทนทองคำ ช่วยตอบโจทย์ในกรณีที่มีความเสี่ยงเรื่องรายได้ จะได้มีเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายยามฉุกเฉิน
  • ข้อเสีย:
    • ความตึงตัวในระยะสั้นยังคงอยู่เหมือนทางเลือกที่ 2

จะเลือกทางไหนดี

ในมุมมองเชิงงานวิจัยด้านการเงินส่วนบุคคลมักแนะนำว่า

"ห้ามเปลี่ยนสินทรัพย์สภาพคล่องสูง (เช่น ทองคำ/เงินออม) ไปเป็นรายจ่ายถาวรหรือปิดหนี้ที่ใกล้จะจบ หากระบบรองรับความเสี่ยง (Safety Net) ของครอบครัวยังไม่มั่นคง"

เนื่องจากน้องมีลูกที่ต้องดูแล และบริษัทมีสัญญาณเตือนเรื่องการปลดคนงาน การเก็บสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ในฐานะ "หลักประกันฉุกเฉินสูงสุด" (Emergency Reserve) อาจมีความสำคัญมากกว่าการเร่งปิดหนี้ที่กำลังจะหมดเองในอีก 4 เดือนข้างหน้า ในหลักวิชาการวางแผนการเงิน ก็ยังให้อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน** เป็นอัตราส่วนที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง

สรุป หากวิเคราะห์จากความเสี่ยงเรื่องงาน พี่แนะนำเป็นทางเลือกที่ 3 นะ ให้ "ทยอยจ่ายหนี้ตามงวดเดิม" และ "ขายทองคำเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องอย่างอื่นในจังหวะที่ทองคำปรับราคาสูงขึ้น" นะ โดยใช้แผนปฏิบัติดังนี้:

เฟสที่ 1: อดทนระยะสั้น

  1. กัดฟันสู้ต่ออีก 4 เดือน: ท่องไว้ในใจว่า "อีก 4 เดือน เราจะเป็นอิสระ" การเห็นเส้นชัยที่ชัดเจนจะช่วยลดความเหนื่อยล้าทางใจได้
  2. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของลูกและค่าเช่าบ้านให้ชัดเจน: แยกเงิน 4,500 บาทไว้ตั้งแต่วันที่เงินเดือนออกทันที
  3. รอจังหวะการขายทองเพื่อเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องตัวอื่น: ระลึกไว้เสมอนะว่า สินทรัพย์สภาพคล่องคือ "เงินสำรองค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินที่สุดเท่านั้น" ไม่ใช่เงินสำหรับปิดหนี้ทั่วไป

เฟสที่ 2: พลิกฟื้นหลังหมดหนี้

เปลี่ยนยอดหนี้เป็นเงินออม: ตั้งแต่เดือนตุลาคม เงิน 4,500 บาทที่เคยจ่ายหนี้ จะกลายเป็นเงินเหลือ ห้ามนำไปใช้สุรุ่ยสุร่าย โดยอาจแบ่งเป็น:

    • 3,000 บาท: ออมเป็นเงินสดสำรองฉุกเฉินในบัญชีดอกเบี้ยสูง (เพื่อเป็นเบาะรองรับเพิ่มจากทองคำ)
    • 1,500 บาท: ยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกและครอบครัว หรือเป็นทุนการศึกษา

บทสรุปและกำลังใจ:

น้องเก่งมากแล้วนะที่บริหารจัดการจนหนี้เหลืออีกเพียงไม่กี่งวด และยังมีสินทรัพย์อย่างทองคำเก็บไว้ ขอให้อดทนกับงวดหนี้อีกเพียง 4 เดือน และไม่ว่าน้องจะเลือกทางไหน การมีวินัยในการใช้เงินเป็นเรื่องที่สำคัญ การทำบัญชีรับจ่ายจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยน้องได้มาก

 

* SPDR Gold Shares คือกองทุนที่นำเงินที่ได้จากการขายหน่วยลงทุน ไปซื้อขายทองคำจริง ๆ โดยไม่มีการทำธุรกรรมอื่น ๆ ด้วยสภาพคล่องที่สูงมาก รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ต่ำส่งผลให้ผลตอบแทนสุทธิหลังจากหักค่าบริหารจัดการกองทุนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ  จากโครงสร้างของกองทุน ที่สภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ง่าย และราคาที่ซื้อขายสะท้อนภาวะตลาดจริง ทำให้หลากหลายกองทุนทั่วโลกที่ต้องการลงทุนในทองคำ เลือกที่จะใส่ SPDR Gold Shares เป็นส่วนหนึ่งของหลักทรัพย์ที่จะลงทุนด้วย จากคำสั่งซื้อขายที่มาจากทั่วโลก ก็ทำให้ระดับการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของ SPDR Gold Shares นั้น ได้กลายเป็นตัวสะท้อนมุมมองต่อทองคำของนักลงทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี หรือก็คือหากกองทุนมีการถือครองทองคำเพิ่มมากขึ้น ก็อาจจะบ่งบอกถึงความต้องการของคนส่วนใหญ่ในทองคำ ในทางกลับกัน ถ้าในกองทุนมีการถือครองทองคำลดน้อยลง ก็จะสะท้อนมุมมองความต้องการทองคำของตลาดที่ลดลง

** อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน แสดงถึงสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีอยู่ว่าสามารถใช้ในการดำรงชีวิตได้กี่เดือน แม้ว่าเราอาจจะไม่มีรายได้ ซึ่งอัตราส่วนนี้ควรมีค่าระหว่าง 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ทาง

   ประกาศความเป็นส่วนตัวการใช้งานคุ๊กกี้        ประกาศความเป็นส่วนตัว        แผนผังเว็บไซต์
สงวนลิขสิทธิ์ 2560 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
CFP®,CERTIFIED FINANCIAL PLANNER™, and are trademarks owned outside the U.S. by Financial Planning Standards Board Ltd.
Thai Financial Planners Association is the marks licensing authority for the CFP marks in Thailand, through agreement with FPSB.

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
ชั้น 6 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
93 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์: 0 2009 9393
Website: www.tfpa.or.th